นโยบายรับจำนำข้าว-ข้อเท็จจริงจาก คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ(กขช.)

รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีนโยบายรับจำนำข้าวตันละ 15,000 บาท แม้ว่าจะมีผู้คัดค้านจำนวนมากก็ไม่ฟัง  จากนั้นคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ(กขช.)ได้ประชุมและจัดทำรายงานออก โดยสรุปก็คือขาดทุนมากเกินที่คาดไว้  ผลกระทบจะนำทำให้ประเทศ”หงายหลัง”ได้โดยเฉพาะจะกระทบต่อนโยบายการคลัง  หลังจากไปไม่ไหวรัฐบาลก็ประกาศลดราคาจำนำข้าวลงมาเหลือตันละ 12,000 บาท

สิ่งที่ตามมารัฐบาลยิ่งลักษณ์กลับส่ง”สมุน”ออกไปโพนทนาว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ต้องการช่วยเหลือชาวนา,ไม่ต้องการนโยบายจำนำข้าว ทั้งๆที่ข้อเท็จจริงจาก กขช.ก็บอกอยู่แล้วว่านโยบายนี้ไปไม่ได้ แทนที่จะบอกความจริงต่อประชาชนเพราะเป็นผู้เสียภาษี แต่กลับโยน”ขี้”ให้คนอื่น

นโยบายนี้ถือเป็นการทำลายโครงสร้างข้าวทั้งระบบของประเทศไทยทั้งเรื่องการปลูก,การตลาด,ราคา ฯลฯ รายงานต่อไปนี้จะบอกทุกอย่างของนโยบาย

รายงานผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.)ครั้งที่ 4 / 2556  เป็นเอกสารของหน่วยงานรัฐที่เสนอรัฐบาล  จึงไม่จำเป็นต้องอ้างฝ่ายค้านหรือคนโน้นคนนี้ สร้างเรื่องเสริมแต่ง บิดเบือนโจมตีแต่อย่างใด “ทุกอย่าง ฟ้องอยู่ในตัวของมันเอง” เอกสาร กขช.รายงานไว้ดังนี้

แผนผังนี้จัดทำโดยนสพ.โพสต์ ทูเดย์ ระบุว่าโครงการรับจำนำข้าวปี 54/55 เมื่อขายข้าวหมดจะขาดทุน 200,000 ล้านบาท และปี 55/56 เมื่อขายข้าวหมดจะขาดทุน 230,000 ล้านบาท

1.การปิดบัญชีโครงการรับจำนำ

1.1 เห็นชอบวิธีการคำนวณและผลการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2554/55 และโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2555  ตามเอกสารปิดบัญชีโครงการรับจำนำทั้งสองโครงการของคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวเปลือกตามนโยบายของรัฐบาล ณ วันที่ 31 ม.ค.2556 โดยมีข้อสังเกต คือ

1)  การคำนวณสต็อกข้าวคงเหลือ จะใช้ราคาต้นทุนหรือราคาตามประกาศกรมการค้าภายใน (ซึ่งคือราคาตลาด) หรือราคาจำหน่าย ขึ้นอยู่กับราคาใดจะต่ำที่สุด

2 )  รายได้จากการจำหน่ายข้าวสารของทั้งสองโครงการ มีปริมาณข้าวที่เป็นข้าวบริจาคและข้าวสารจำหน่ายราคาถูกตามนโยบายลดค่าครองชีพของประชาชน รวมปริมาณ 608,672  ตัน มูลค่าที่อนุมัติจำหน่ายจำนวน  4,426.97 ล้านบาท มูลค่าตามต้นทุนจำนวน 15,531.109 ล้านบาท  แตกต่างกันจำนวน 11,104.139 ล้านบาท จึงไม่ควรนำมาพิจารณาเป็นภาระของโครงการ เนื่องจากเป็นนโยบายรัฐบาล จึงควรที่รัฐจะต้องชดเชยส่วนต่างระหว่างราคาจำหน่ายกับราคาต้นทุนให้แก่โครงการรับจำนำ

 

1.2 สำหรับการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ปี 2555/ 56 ที่ประชุมเห็นว่าข้อมูลยังมีความคลาดเคลื่อน และยังมีความเห็นแตกต่างกัน โดย อคส.และอตก. ได้มีหนังสือลงวันที่ 14 มิ.ย. 56 แจ้งปริมาณข้าวคงเหลือของทั้ง 3 โครงการ แก่คณะอนุกรรมการปิดบัญชีฯ อีกครั้งหนึ่ง แต่คณะอนุกรรมการปิดบัญชีฯมีความเห็นไม่รับข้อมูลดังกล่าว เนื่องจากมีการปรับแก้ไขข้อมูลที่เป็นสาระสำคัญของทั้งสองโครงการ

กขช.จึงมีมติให้แต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อมูลปริมาณข้าวคงเหลือของทั้ง อคส. และอ.ต.ก.  ณ วันที่ 31 พ.ค.56  โดยมีรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ( พล.ต.ต.ธวัช บุญเฟื่อง)  เป็นประธาน  และมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งผู้แทนของคณะอนุกรรมการปิดบัญชีฯร่วมเป็นคณะทำงาน และผู้แทนกรมการค้าภายใน เป็นคณะทำงานและเลขานุการ

1.3 เห็นชอบให้แยกรายงานการปิดบัญชีโครงการรับจำนำออกเป็น  2  ชุด  โดยรายงานที่เสนอ กขช. เป็นการปิดบัญชีโครงการรับจำนำตั้งแต่ ปี 54/55 เป็นต้นไป ตามคำสั่งคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติที่ 9/2556  เรื่อง แต่งตั้ง คณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวเปลือกตามนโยบายรัฐบาล ลงวันที่ 26 ก.พ.55  สำหรับโครงการอื่นให้รายงานคณะรัฐมนตรีตามคำสั่งกระทรวงการคลังที่ 672 / 2553  เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำผลิตผลการเกษตรตามนโยบายรัฐบบาล ลงวันที่ 11 มิ.ย. 53

1.4 เห็นชอบให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการติดตามประเมินผลโครงการในทุกมิติ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ทางตรงที่เกษตรกรได้รับ และผลทางอ้อมคือระบบเศรษฐกิจรวมถึงความคุ้มค่าของโครงการ โดยมีรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย (ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ) เป็นประธาน ผู้ทรงคุณวุฒิด้านเศรษฐศาสตร์ ด้านกฎหมาย ด้านบัญชี  ด้านสังคม ผู้ทรงคุณวุฒิในเรื่องข้าว  และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เป็นอนุกรรมการ โดยมีผู้แทนกรมการค้าภายใน เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ

เบื้องหลังลดราคาสะเทือนทั้งระบบ

2. แนวทางการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือกปี 2555/2556 ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบให้ดำเนินการในปริมาณ 22.0 ล้านตัน วงเงิน 345,000 ล้านบาท ขณะนี้มีผลการรับจำนำ ณ วันที่ 15 มิ.ย. 2556 รวม 18.836 ล้านตัน (ครั้งที่ 1 จำนวน 14.383 ล้านตัน ครั้งที่ 2 จำนวน 4.453 ล้านตัน ) โดยที่ประชุมมีความเห็นว่าควรจะต้องมีการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง ระยะเวลาโครงการสิ้นสุดวันที่ 15 กันยายน 2556  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จึงได้เสนอแนวทางการดำเนินการในระหว่างฤดูกาลนี้  ดังนี้

2.1 การปรับลดราคารับจำนำ ข้าวเปลือก 5 % ลดลงเหลือตันละ 12,000 บาท

2.2 จำกัดวงเงินรับจำนำ ไม่เกิน 500,000 บาท/ ครัวเรือน

ที่ประชุมพิจารณาแล้วมีความกังวลว่าการปรับเปลี่ยนกลางคันอาจเกิดความสับสนวุ่นวาย จะเกิดความไม่เท่าเทียมกันระหว่างคนที่จำนำข้าวเปลือกแล้วและคนที่ยังไม่นำข้าวเปลือกมาจำนำ สำหรับประเด็นการลดราคาอาจมีผลกระทบต่อราคาตลาดในประเทศและราคาส่งออกรวมทั้งส่วนที่ได้ระบายไปแล้วและอยู่ระหว่างการส่งมอบ  ผู้ซื้ออาจขอเจรจาปรับราคาลงอีกได้

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์จึงมอบหมายให้หน่วยปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ธ.ก.ส. อคส. และ อ.ต.ก. ไปดำเนินการกำกับดูแลให้การดำเนินการรับจำนำอยู่ในกรอบและวงเงินที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติไว้โดยเคร่งครัด

จำนำพ่นพิษขาดทุนเกินเป้าหมาย!!   

3.แนวทางการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ปี 2556/ 57 ที่ประชุมเห็นพ้องกันว่า สมควรปรับปรุงโครงการรับจำนำในปี 2556/57  ให้สอดคล้องกับนโยบายด้านการคลังของรัฐบาล ที่กระทรวงการคลังมีแผนที่จะจัดทำงบประมาณสมดุลในปี 2560  เนื่องจากการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือกปี 2554/ 55 และนาปรัง ปี 2555 มีผลขาดทุนมากกว่าเป้าหมายที่คาดไว้ 

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆที่กดดันราคาข้าวไม่ให้ปรับตัวสูงขึ้นตามที่คาดการณ์ไว้ เช่น ปริมาณผลผลิตข้าวโลกที่เพิ่มขึ้น การแข็งค่าของเงินบาทและการทุ่มตลาดข้าวของอินเดียและเวียดนาม แต่อย่าง ไรก็ตามการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือกที่ผ่านมา สามารถทำให้เกษตรกรได้รับผลประโยชน์เพิ่มขึ้น คิดเป็นมูลค่า 338,562 ล้านบาท

3.1 ด้านราคารับจำนำ  ซึ่งมีแนวทางการปรับลดราคารับจำนำคือ

1). ใช้ราคาต้นทุนการผลิตบวกกำไรที่เกษตรกรควรจะได้รับ ประมาณ 25% เช่นเดียวกับสินค้าเกษตรอื่นๆ ที่รัฐบาลจะดำเนินการแทรกแซงตลาด

2) ใช้ราคารับจำนำเดิมปรับลดลง  15-20 %

3) ใช้ราคานำตลาด 10 %

ซึ่งจะทำให้ราคารับจำนำข้าวเปลือกเจ้านาปี  5% มีราคาประมาณตันละ 12,000-13,000 บาท

3.2 ด้านปริมาณรับจำนำ  การกำหนดปริมาณรับจำนำทั้งโครงการไว้เช่นเดียวกับโครงการรับจำนำมันสำปะหลัง เช่น กำหนดปริมาณรับจำนำทั้งโครงการปี 2556/ 57 (ทั้งนาปี บวก นาปรัง ) ไม่เกิน 17 ล้านตันข้าวเปลือก จำกัดปริมาณรับจำนำของเกษตรกรไม่เกินครัวเรือนละ 25 ตัน เป็นต้น

3.3 ด้านวงเงินที่รับจำนำของเกษตรกรแต่ละราย โดยจำกัดวงเงินรับจำนำข้าวเปลือกของเกษตรกรไม่เกิน 300,000- 500,000 บาท/ครัวเรือน

3.4 ด้านระยะเวลารับจำนำ  โดยกำหนดระยะเวลาการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2556 -2557 และข้าวเปลือกนาปรัง ระหว่างเดือนมี.ค –ก.ค.57

ห้ามขาดทุนเกิน 7 หมื่นล้าน

ทั้งนี้ มอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการฯ รวบรวมข้อมูลและศึกษาทางเลือกข้างต้นพร้อมทั้งการกำหนดเงื่อนไขประกอบ เพื่อจำกัดวงเงิน ภาระค่าใช้จ่าย และผลขาดทุนที่เกิดขึ้นไม่ให้เกินวงเงินปีละประมาณ 70,000 ล้านบาท เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางการจัดทำงบประมาณสมดุลของประเทศตามข้อเสนอของกระทรวงการคลัง

ดร.วีรพงษ์ รามางกูร ประธานที่ปรึกษาเศรษฐกิจนายกรัฐมนตรีเคยให้สัมภาษณ์ไว้เมื่อเดือนตุลาคม 2555 ว่านโยบายจำนำข้าวควบคุมการคอร์รัปชั่นยาก และนโยบายนี้จะทำให้รัฐบาลพัง

 

 

 

 

Leave a Reply