รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น

      รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นและเคารพความคิดที่แตกต่าง

    ในทุกครั้งที่เสด็จฯไปในพื้นที่ต่างๆ ทรงทำประชาพิจารณ์ (public hearing) ทุกครั้ง โดยวิธีการของพระองค์นั้นเป็นวิธีที่เรียบง่ายและตรงไปตรงมา โดยจะทรงอธิบายถึงวัตถุประสงค์และผลที่จะได้รับจากโครงการพัฒนากับพสกนิกรที่มาเฝ้าฯ ล้อมรอบอยู่ หลังจากนั้นจะทรงถามถึงความต้องการของประชาชน ความสมัครใจและให้ตกลงกันเองในกลุ่มที่จะได้รับประโยชน์และกลุ่มที่จะต้องเสียสละในขณะนั้นเลย พร้อมทั้งทรงกางแผนที่เพื่อตรวจสอบถึงข้อมูลและข้อเท็จจริงของสภาพภูมิประเทศ และหลังจากนั้น ก็จะทรงเรียกผู้นำท้องถิ่นและฝ่ายปกครองให้มารับทราบและดำเนินการในขั้นต้น ก่อนที่จะพระราชทานให้หน่วยงานปฏิบัติที่เกี่ยวข้องดำเนินการในเชิงบริหารและวิชาการต่อไปจนเสร็จสิ้นโครงการ

“….. มีคนบอกว่าโครงการพระราชดำริแตะต้องไม่ได้ ข้อนี้เป็นความคิดที่ผิดหรือเป็นการคิดที่ไม่ถูกต้องนัก เพราะหากโครงกาพระราชดำริแตะต้องไม่ได้ เมืองไทยไม่เจริญ…..”

  จากหนังสืออนุสรณ์ “ตามรอยเบื้องพระยุคลบาท ด้วยทศพิธราชธรรม และหลักการทรงงาน”

         สวัสดีทุกคน….. ตามหัวข้อที่พระองค์ฯทรงตรัสไปนั้น เหมือนกับเป็นอุทาหรณ์ให้ผู้นำชุมชนของเราที่ได้รับตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาหรือตำแหน่งอะไรก็แล้วแต่ ต้องไม่ยึดอยู่กับ “ตำแหน่ง” ว่าเมื่อเป็นที่ปรึกษาแล้ว เราให้คำแนะนำแล้วไม่ทำตามคำแนะนำก็จะโมโหเป็นฟืนเป็นไฟ หาว่าไม่ให้ความเคารพ ฯลฯ …. เรื่องของเรื่องก็คือว่า เมื่อเราแนะนำไปแล้ว เขาจะเอาไปทำตามหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการของเขาที่นำเอาคำแนะนำนั้นไปประชุมปรึกษาหารือกันถึงผลบวกและผลลบ ถ้าใช้ไม่ได้ก็ไม่ต้องกระทำตามก็ได้ ….. การที่จะเป็นที่ปรึกษานั้นต้องเป็นคนใจกว้าง และเคารพความเห็นของผู้อื่นด้วย ถึงจะเป็นที่ปรึกษาที่ดี! ….. ส่วน นายกฯ ประธานฯ แกนนำ ก็ต้องมีความคิดเป็นของตัวเอง มีความคิดเป็นอิสระที่จะนำพาผลประโยชน์โดยรวมให้ได้มากที่สุดมาให้แก่สมาคม-ชมรมและกลุ่ม เอาแต่ทำตามคำแนะนำ เดี๋ยวจะถูกกล่าวหาว่าเป็น “หุ่นเชิด” ไร้ค่าไป!

          ตอนนี้ที่เมืองไทยของเรากำลังเกิดวิกฤติฝุ่นมลภาวะเป็นพิษ…. กทม.แก้ปัญหาไม่ได้ จังหวัดใกล้เคียงที่ผู้ว่าก็แก้ปัญหาไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าต้นตอจริงๆแล้วมันมาจากไหนกันแน่! ชาวนาเผาซังข้าว ชาวไร่เผาหญ้า ควันดำจากยานพาหนะ ฯลฯ? …. ไม่มีใครทำได้ แล้วใครจะมาทำ? นอกจาก “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และห้วหน้า คสช. ดีดนิ้วเรียกเอา ม.44 มาใช้ในทันที คือแก้ปัญหาเฉพาะไว้ก่อนให้รถวิ่งวันคู่ขี่ โรงงานปิดบ้างเปิดบ้าง ผลอะไรที่ตามมา “ชั่งหัวมัน” หนึ่งในแผนที่ “ลุงตู่” ขู่ว่าจะเอามาใช้ว่า

         “…. ในด้านการจราจรต้องมีการตรวจรถควันดำ แต่เมื่อตรวจมากก็จะโดนด่า หาว่าทำให้รถติด ทั้งที่เจ้าของรถจะต้องมีจิตสำนึก ต้องรู้อยู่แล้วว่ารถตัวเองเป็นอย่างไร ถ้าก่อมลพิษก็อย่าขับออกมา สามารถตรวจเช็คสภาพรถจากศูนย์ได้อยู่แล้ว ดังนั้น รถดีเซลไม่ว่าจะเป็นรถเมล์ รถบัส ต้องตรวจเช็คสภาพรถจากอู่มา ต่อไป ถ้ายังเป็นอย่างนี้อยู่ เจอผิดตรงไหนต้องจอดตรงนั้น แล้วให้หาคนมารับเอง ถ้าทุกคนต้องการให้ผมเข้มงวด ผมจะทำให้ ควันดำตรงไหนจอดตรงนั้น ลากเอาไปเก็บจนกว่าจะปรับปรุงแล้วค่อยวิ่งได้ ผมจะสั่งแบบนี้นะ ถ้ายังแก้ไม่ได้ ดูซิจะเดือดร้อนกันหรือไม่ ผมไม่ได้ต้องการให้เดือดร้อน แต่อยากให้ทุกคนมีจิตสำนึก และต่อไปรถที่วิ่งเข้ามาในพื้นที่ที่มีค่าฝุ่นละอองเกินมาตรฐาน ถ้าแก้ไขยังไม่ได้ ผมจะให้วิ่งรถเป็นวันคู่-วันคี่ และต่อไปจะห้ามไม่ให้รถดีเซลวิ่งบนถนนเส้นเหล่านี้ มันจะมีปัญหากันอีกหรือไม่ เมื่อทุกคนบอกว่าผมอ่อนเกินไปในเรื่องนี้ ไม่เข้มงวดจริงจัง แต่ความจริงผมพร้อมทำทุกอย่าง ทุกคนต้องร่วมมือกัน รีบไปแก้เสียในวันนี้”

       พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ส่วนในต่างจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ต้องเป็นผู้รับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดสมุทรปราการ สมุทรสาคร ต้องทำให้ค่าฝุ่นละอองลดลงให้ได้ ส่วนภาคอุตสาหกรรม โรงงานอุตสาหกรรมอาจต้องปิดโรงงานในช่วงเช้า บ่าย หรือเย็น หรือช่วงที่ค่าฝุ่นละอองสูงขอให้เตรียมตัวไว้ และจะมาบอกว่านายกฯ ไม่เอาใจใส่อีกไม่ได้ คอยดูก็แล้วกันว่าจะมีอะไรกลับมาหรือไม่ จะยอมเสียสละกันหรือไม่ วันนี้จะขอให้รณรงค์กัน โรงงานหยุดทำการในช่วงเช้าหรือเย็นได้หรือไม่ วันละ 1 ชั่วโมงก็ยังดี แล้วจะต้องตรวจโรงงาน โดยใช้อำนาจ คสช.ให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร หรือ กอ.รมน.แต่ละจังหวัดเข้าไปตรวจสอบทุกโรงงาน วันนี้ได้ออกคำสั่งแล้วเพื่อให้ดำเนินการตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หากโรงงานใดไม่ได้รับการดูแลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องรับผิดชอบ ไปชี้เป้ามา เรามีหน่วยตรวจสอบอยู่แล้ว….”

         ขอให้แก้ปัญหาลดฝุ่นพิษสำเร็จครับผม…. เช้านี้อากาศเริ่มเย็น ต้อนรับฝนอีกละรอกหนึ่งเริ่มวันพฤหัสไปถึงวันอังคาร จากนั้นก็คงจะไม่มีอีกแล้ว เราไม่สนอยู่แล้ว เพราะเช้านี้มีไวน์มาส่งหนึ่งลังเป็นไวน์แดงเบล็นด์ คาแบร์เน็ท์ โซวิญญอง ซินฟานเดล แล้วก็ไวน์แดงทำด้วยองุ่นสายพันธุ์อาร์เยนติน่า Malbec 13.5% ALC ทำจาก Lodi ในแคลิฟอร์เนียนี่แหละ เราเคยพูดกันไว้แล้วเนอะสำหรับไวน์แดงมัลเบ็คนี้ มันขึ้นอยู่กับโรงทำไวน์ที่จะทำให้มีแอลกอฮอล์ 13 – 14.5 เปอร์เซ็นท์ จริงๆแล้วไวน์แดงที่ดื่มมีรสชาดดีควรมีแอลกอฮอล์อยู่ที่ 14 เปอร์เซ็นท์ ถึงจะเต็มปากดี

     ไวน์แดงโดยใช้องุ่นสายพันธุ์มัลเบ็คนี้นิยมปลูกกันมากกว่าสายพันธุ์อื่นๆคือ มัลเบ็คนี้แหละ ไวน์แดงมัลเบ็คดีๆก็มาจากประเทศนี้แหละ – อาร์เยนติน่า – ทีแรกก็ไม่ค่อยติดอันดับมากเท่าไรนัก มีแต่ไวน์แดงจากอิตาลี่ สเปน และโปรตุเกส ตอนหลังนี่กลายเป็นประเทศที่ส่งไวน์ออกนอกมากโดยเฉพาะ Malbec นี่แหละ

   ช่วงนี้อากาศยังเย็นอยู่ ไวน์ขาวคงไม่ดีแน่ ทำให้เย็นเพิ่มขึ้นไปอีก ก็ไวน์แดงงัยพี่น้อง ทำให้เลือดเดินเพิ่มความอุ่นให้กับร่างกายได้ได้อย่างมีสุขภาพ!

    ไว้คุยกัน…. สวัสดี!

 

468x60 ad on post page

Leave a Reply