การถ่วงดุลอำนาจ-ยุติ Govt Shutdown

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากวอชิงตันเมื่อเย็นวันที่ 25 มกราคมว่าผู้นำพรรคเดโมแครตในสภาคองเกรสประกาศชัยชนะเหนือนายดอนัลด์ ทรัมพ์ เรื่อง Government Shutdown ที่ปิดมา 35 วันและตกลงกันได้โดยนายทรัมพ์ยอมถอย กล่าวคือคองเกรสทั้ง 2 สภาผ่านกฎหมายการใช้งบประมาณเพื่อความมั่นคงชายแดน แต่ไม่ใช่เงินสร้างกำแพง 5.7 พันล้านดอลลาร์ที่ทรัมพ์ต้องการ “หวังว่าประธานาธิบดีคงได้รับบทเรียนด้วยตัวเอง”นายชัค ชูเมอร์ ผู้นำเสียงข้างน้อยในวุฒิสภากล่าว โดยเขากับนางแนนซี่ เพอโลซี ประธานสภาร่วมกันแถลงแก่ผู้สื่อข่าว

ทั้งนี้หลังจากประธานาธิบดีทรัมพ์ลงนามร่างกฎหมายมีผลบังคับแล้ว หน่วยงานรัฐบาลกลางที่ปิดอยู่ก็สามารถเปิดดำเนินการได้โดยเริ่มทำเต็มที่วันจันทร์ที่ 28 มกราคม เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางหน่วยต่างๆประมาณ 800,000 คนก็กลับมาทำงานและรับเงินตามปกติ  ประชาชนอเมริกันหลายล้านคนก็จะได้รับการบริการเหมือนเดิมแต่สถานการณ์นี้จะมีไปถึงวันที่ 15 กุมภาพันธ์เท่านั้นเพราะตกลงกันไว้ถึงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ หากเจรจาตกลงกันไม่ได้ต่อไป Govt. shutdown อาจเกิดขึ้นได้อีก

กล่าวได้ว่าเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นการประลองกำลังกันทางการเมืองแสดงให้เห็นอะไรบ้าง

1.นายทรัมพ์ไม่อาจทำอะไรได้ตามอำนาจและอำเภอใจที่อยากทำคือขอเงินงบประมาณสร้างกำแพง ชายแดนสหรัฐ-เม็กซิโกมูลค่า 5.7 พันล้านดอลลาร์

2.เป็นการดุลอำนาจระหว่างฝ่ายบริหาร-ฝ่ายนิติบัญญัติ พรรคเดโมแครตมีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร-ร่างกฎหมายที่ไม่มีเหตุผลพอก็ยากที่จะผ่าน  ส่วนวุฒิสภา- พรรครีพับลิกันมี 53 เสียงพรรคเดโมแครตมี 47 เสียง แต่ทว่าร่างเกี่ยวกับการเงินจะผ่านได้จะต้องมี 60 เสียง เอาแค่ยืนตามไลน์พรรคใครพรรคมันก็ยากที่ร่างกฎหมายจะผ่าน พรรครีพับลิกันต้องการอีก 7 เสียง

3.ดังนั้นจึงเป็นบทเรียนของ ดอนัลด์ ทรัมพ์  โดยแท้ไม่อาจทำอะไรตามใจได้ง่ายๆนี่คือการบริหารประเทศ ไม่เหมือนการบริหารบริษัทของตน 

  1. NBC News/Wall Street Journal poll พบว่าคนอเมริกัน 63%เห็นว่าสหรัฐเดินไปผิดทางที่ปล่อยให้เกิด      government shutdown ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์   28 % เห็นว่าเดินไปถูกทาง เกือบ 70 %มีความเห็นเป็นลบต่อภาพรวมของสหรัฐ

ในระหว่างชัทดาวน์ คนอเมริกันโดยทั่วไปแล้วจะตำหนิสภาคองเกรส แต่คราวนี้การตำหนิตกไปที่ประธานาธิบดีดอนัลด์ ทรัมพ์   โดยตำหนิไปที่ทรัมพ์ 50% ตำหนิพรรคเดโมแครต 37 % หากแยกเป็นพรรคแล้วคนเดโมแครต 90 % ตำหนิทรัมพ์ จากอิสระไม่สังกัดพรรค 45 % ตำหนิทรัมพ์ ส่วนคนพรรครีพับลิกัน 76 % ตำหนิพรรคเดโมครตในสภาคองเกรส ขณะเดียวกันเมื่อสอบถามถึงการให้คะแนนตัวทรัมพ์ปรากฎว่าไม่เปลี่ยนแปลงเทียบกับเดือนธันวาคม 2018 เรตติ้งเขาอยู่ที่  43%  

นายมิก มัลเวนีย์ หัวหน้าสำนักงานทำเนียบขาว (White House chief of staff)กล่าวในรายการ Face the Nationทางสถานีทีวี  CBS ว่าเป้าหมายของประธานาธิบดีต้องการทำงานร่วมกับสภาคองเกรส โดยไม่ต้องการให้เกิดการ shutdown อีกโดยต้องการตกลงกันไม่จำเป็นที่จะต้องได้เงินก่อสร้างถึง 5.7 พันล้านดอลลาร์ก็ได้ แต่หากไม่มีทางเลือกประธานาธิบดีอาจทำ Government Shutdown อีกก็ได้

ขณะที่นายฮากีม เจฟฟรีส์ ส.ส.นิวยอร์ก หนึ่งผู้นำพรรคเดโมแครตในสภาผู้แทนราษฎรถือว่าการทำกำแพงขนาดยาวจะไม่เกิดประสิทธิผลและสูญเงินภาษีของประชาชน “เป็นการนำวิธีแก้ปัญหาของศตวรรษที่ 5 มาใช้กับปัญหาของศตวรรษที่ 21” และสิ่งที่เราจะต้องทำกันภายใน 2-3 สัปดาห์คือความมั่นคงทางชายแดนของศตวรรษที่ 21”  เราก็ต้องจับตามองว่าก่อนถึงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ปัญหาจะแก้ไขได้หรือไม่

468x60 ad on post page

Leave a Reply