เลื่อนเลือกตั้ง ตลาด สส.แตกอีกรอบ

การเลื่อนเลือกตั้งออกไป ส่งผลให้ตลาด สส. แตกอีกรอบ โอกาสทองและอำนาจต่อรองของนักเลือกตั้งจึงกลับมาอีกครั้งการเลือกตั้งที่เคยชัดเจน มาวันนี้กลับมาสู่ความไม่ชัดเจนอีกครั้ง ภายหลัง วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ส่งสัญญาณยืนยันว่ามีความจำเป็นบางประการที่ต้องเลื่อนการเลือกตั้งจากที่เคยกำหนดไว้วันที่ 24 ก.พ. 2562 ออกไปก่อน

“ต้องจัดตารางกิจกรรมการเมืองให้ลงล็อก ไม่ให้กระทบงานพระราชพิธี ซึ่งกระบวนการหลังการเลือกตั้งเดิมจะกระทบกับพระราชพิธี เช่น 24 ก.พ. เลือกตั้ง จะทำให้ 24 เม.ย. ประกาศผล จะตรงกับพระราชพิธีบางอย่าง”

ส่วนจะขยับวันเลือกตั้งไปในช่วงใดนั้น ขณะนี้ยังไม่สามารถสรุปได้ แต่ยืนยันต้องดำเนินการภายใน 150 วันตามกรอบกฎหมาย ซึ่งต้องไม่เกิน 9 พ.ค. และไม่สามารถจัดการเลือกตั้งหลังพระราชพิธีได้ เพราะจะเกินกรอบ 150 วัน” สัญญาณจากรองนายกฯ วิษณุ เมื่อวันที่ 3 ม.ค.

การเลื่อนออกไปจากกำหนดเดิมวันที่ 24 ก.พ. ในแบบที่ยังอยู่ในกรอบ 150 วัน น่าจะเป็นอะไรที่พรรคการเมืองทุกพรรคยอมรับได้ เพราะยังเป็นไปตามรัฐธรรมนูญแต่อย่างไรก็ดี ในมุมของพรรคการเมืองกำลังมีเรื่องสำคัญที่ต้องเร่งจัดการ เมื่อรัฐบาลเตรียมเลื่อนการเลือกตั้ง คือ การสรรหาตัวผู้สมัคร สส.

อย่างที่ทราบกันดีว่ารัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 กำหนดคุณสมบัติของผู้สมัคร สส.ว่าจะต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมืองติดต่อกันไม่น้อยกว่า 90 วันจนถึงวันเลือกตั้ง ดังนั้นเมื่อการเลือกตั้งตามกำหนดเดิมเป็นวันที่ 24 ก.พ. ทำให้ผู้สมัคร สส.ต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมืองภายในวันที่ 26 พ.ย. 2561 เรียกได้ว่าเมื่อพ้นเดือน พ.ย. ก็เท่ากับว่าตลาดนักเลือกตั้งได้ปิดตัวลงไปแล้ว

แต่เมื่อรัฐบาลประกาศว่ามีความจำเป็นที่ต้องเลื่อนการเลือกตั้งออกไป ทำให้การนับระยะเวลาสมาชิก 90 วัน ต้องเลื่อนออกไปด้วยเช่นกัน หมายความว่าบรรดาว่าที่ผู้สมัครที่เปิดตัวกันไปก่อนหน้านี้หรือยังไม่ได้เปิดตัว ยังมีโอกาสย้ายพรรคได้อีกรอบ

ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ พรรคพลังประชารัฐ ย่อมถูกจับตามองเป็นพิเศษว่าจะมีนักเลือกตั้งเกรดเอจากพรรคการเมืองเข้ามาอยู่ร่วมชายคาหรือไม่ เนื่องจากต้องยอมรับว่าพรรคพลังประชารัฐเป็นพรรคที่เนื้อหอมที่สุด อุดมไปด้วยทั้งกระแสและแรงสนับสนุน

อีกทั้งนโยบายของรัฐบาลที่เข้ามาอุ้มประชาชนผู้มีรายได้น้อยผ่านระบบสวัสดิการประชารัฐ อาจจะเริ่มออกดอกออกผลมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ ดังนั้นเมื่อใกล้ช่วงวันเลือกตั้งที่ถูกเลื่อนออกไปจะส่งผลให้นโยบายของรัฐบาลเป็นรูปธรรมและสามารถมัดใจประชาชนได้มากขึ้น จึงไม่แปลกที่นักเลือกตั้งที่จมูกไว้เป็นเลิศจะขอโอกาสเข้ามาร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ เพื่อให้ตัวเองได้เดินเข้าสภา

ต่างกับ พรรคเพื่อไทย และพรรคชาติไทยพัฒนา ที่น่าจะต้องกุมขมับกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นพอสมควร

พรรคเพื่อไทย แม้ว่าจะมีนักเลือกตั้งหน้าเดิมอยู่กับพรรคหลายคน แต่ในจำนวนนั้นก็มีไม่น้อยที่ยังหวาดระแวงว่าพรรคเพื่อไทยจะถูกยุบพรรคหรือไม่ เนื่องจากระยะหลังมานี้นายใหญ่ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เริ่มออกมาเคลื่อนไหวด้วยการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการเมืองมากขึ้น

ตรงนี้เองอาจเป็นช่องโหว่ที่ทำให้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เข้ามาตรวจสอบว่าจะเข้าข่ายการที่พรรคเพื่อไทยถูกครอบงำหรือไม่ อันเป็นเหตุหนึ่งของการยุบพรรค

ส่วนสถานการณ์ของพรรคชาติไทยพัฒนาก็มีปัญหาวุ่นวายพอสมควรเช่นกัน เนื่องจากเกิดความขัดแย้งภายในพรรคจากกรณีของ ประภัตร โพธสุธน และจองชัย เที่ยงธรรม ในเรื่องเกี่ยวกับการส่งผู้สมัคร สส.สุพรรณบุรี ซึ่งมีรายงานว่าหลานชายของประภัตรที่สวมเสื้อพรรคพลังประชารัฐจะลงมาชนกับลูกชายของจองชัย

ปัญหาที่เกิดขึ้นสร้างความปวดหัวให้กับพรรคชาติไทยพัฒนาอย่างเห็นได้ชัด จนขับเคลื่อนนโยบายการหาเสียงได้ช้ากว่าพรรคการเมืองอื่นๆ

ความวุ่นวายดังกล่าวทำให้มีความเป็นไปได้เหมือนกันที่อาจมีการย้ายพรรคเกิดขึ้น เพราะไม่มั่นใจเสถียรภาพและแนวทางการทำงานของพรรค โดยเป็นการเบนเป้าหมายไปอยู่ที่พรรคภูมิใจไทย หรือพรรคพลังประชารัฐ

ขณะเดียวกัน พรรคภูมิใจไทย เป็นอีกพรรคการเมืองหนึ่งที่ห้ามคลาดสายตา เพราะไม่ได้เป็นศัตรูกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หรือเป็นพันธมิตรกับพรรคเพื่อไทยโดยตรง เรียกได้ว่าเป็นพรรคสายกลางที่มีแรงดึงดูดไม่น้อย

จึงไม่แปลกที่ระยะหลังจะมีนักเลือกตั้งให้ความสนใจมาอาศัยอยู่กับพรรคภูมิใจไทยไม่น้อย เพราะนอกจากจะไม่มีความขัดแย้งภายในพรรคแล้ว การที่พรรคไม่เปิดหน้ารบกับ คสช.อย่างชัดแจ้ง อาจทำให้พรรคสามารถทำกิจกรรมได้โดยไม่ต้องห่วงเรื่องการยุบพรรค

อย่างไรก็ตาม ถึงที่สุดแล้วการเลื่อนเลือกตั้งออกไปจะสร้างประโยชน์ให้กับทุกพรรค อย่างน้อยการเลือกตั้งไม่ได้ถูกเลื่อนออกไปเกินกว่ากรอบที่รัฐธรรมนูญกำหนดจากการยืนยันของรองนายกฯ วิษณุ

เหนืออื่นใด แต่ละพรรครวมไปถึงพรรคพลังประชารัฐจะได้มีเวลาทำนโยบายได้มากขึ้น หลังจากก่อนหน้านี้หมดเวลาไปกับการแก้ปัญหาความขัดแย้งภายในพรรค

เพียงแต่บรรดาเจ้าของพรรคจะต้องมาปวดหัวกับ “แรงดูด” ว่าจะออกฤทธิ์หรือไม่ เพราะการเลือกตั้งที่เลื่อนออกไป ย่อมหมายถึงการเปิดตลาดเลือกหานักเลือกตั้งไปในตัวด้วย

ตลาด สส.แตกอีกรอบ โอกาสทองและอำนาจต่อรองของนักเลือกตั้งกลับมาอีกครั้ง

ขอบคุณภาพและข่าวโดย posttoday

468x60 ad on post page

Leave a Reply