ศาลฎีกาชี้ขาดห้ามมุสลิม 5 ประเทศเข้าสหัฐ

เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2018 ศาลฎีกาสหรัฐฯลงมติ 5-4 ยืนยันคำสั่งประธานาธิบดีสหรัฐ (executive order) เพื่อห้ามหรือจำหักการเดินทางเข้าประเทศสหรัฐของประเทศมุสลิม 5 ประเทศ สาเหตุสำคัญเป็นเรื่องความมั่นคง คดีนี้ได้มีการหยิบยกคดี Korematsu v. United States (1944) ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ต้องมีการจำกัดคนอเมริกันญี่ปุ่น (Japanese Americans)ให้เข้าไปอยู่ในค่ายกักกันทั้งนี้ก็เพื่อความมั่นคงของประเทศ

คงจำกันได้ว่าในช่วงที่นายโดนัลด์ ทรัมพ์ เข้ารับตำแหน่งใหม่ๆ เมื่อต้นเดือนมีนาคม 2017 ได้ออกคำสั่งห้ามไม่ให้มุสลิมหลายประเทศเข้าประเทศ รวมทั้งประเทศที่ไม่ใช่มุสลิมกลับกลายว่าเป็นประเทศที่นายทรัมพ์ไม่พอใจประกอบด้วย 8 ประเทศคือ Chad, Iran,Iraq, Libya, North Korea, Syria, Venezuela และ  Yemen ต่อมาได้ถอดออกไป 2 คือ เกาหลีเหนือและเวเนซุเอล่า ประเทศ Chad และ Iraq ถูกถอดออกอีกเพราะให้ความร่วมมือและสร้างความสัมพันธอันดีกับสหรัฐ โดยเพิ่มมาตรการคัดกรองวีซ่า และการแบ่งปันข้อมูล  ดังนั้น 5 ประเทศที่จะต้องถูกห้ามเข้าหรือเข้ามาอย่างจำกัดประกอบด้วยอิหร่าน,ลิเบีย,ซีเรีย,เยเมนและเพิ่มประเทศโซมาเลียเข้ามาอีก 1 ประเทศ

ในสังคมสหรัฐจะใช้กระบวนการยุติธรรมคือศาลเป็นผู้ชี้ขาดตัดสินเพื่อให้สังคมอยู่ได้ด้วยกฎเกณฑ์ คดีนี้มีการประท้วงทในสนามบินทั่วประเทศมาก่อนว่ามีการต่อต้านมุสลิม,เลือกปฏิบัติ,รังเกียจผิว ฯลฯ เพราะคำสั่งห้ามมุสลิมเข้าประเทศครั้งแรกนั้นมีผลกระทบต่อนักเรียน นักศึกษา ครูอาจารย์ นักวิจัยตามสถาบันการศึกษาในสหรัฐที่คนเหล่านี้เดินทางกลับไปเยี่ยมประเทศของตน แต่ขากลับเข้า สหรัฐไม่ได้ เป็นปัญหาอย่างหนึ่งที่”คำสั่ง”ไม่ได้คำนึงถึงเพราะคำสั่งไม่ได้มีการละเว้นเหมือนการออกกฎหมายจะต้องมีผลบังคับกับทุกคน

เมื่อคำพิพากษาศาลฎีกาออกมาเช่นนี้ทุกคนจะต้องยอมรับเพราะเป็นบรรทัดฐานที่จะนำไปอ้างอิงได้กับคำพิพากษา

อย่างไรก็ตามประเด็นที่ทำให้เกิดผลถึงการออกกฎเกณฑ์ขึ้นมาใช้บังคับกับประเทศมุสลิม มันเริ่มมาจากสงครามต่อต้านการก่อการร้ายนับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ 9/11 ในสังคมอเมริกันทำให้สหรัฐต้องส่งกองทัพออกไปปราบปรามกลุ่มก่อการร้ายนอกประเทศทำให้การก่อการร้ายขยายตัว  กระจายไปทั่วทั้งในสหรัฐ,ยุโรปและเอเชียบางประเทศ

จากนั้นก็เกิด Arab Spring ขึ้นมาตั้งแต่ปี 2011 ลุกลามไปยังประเทศในแอฟริกาเหนือ,ตะวันออกกลาง บางประเทศก็เปลี่ยนผ่านไปด้วยดี ผู้นำที่นั่งทับอำนาจมานานพ้นจากหน้าที่ ส่วนประเทศที่ไม่ยอมรับเช่นซีเรีย จึงทำให้เกิดสงครามกลางเมืองมีผู้อพยพออกไปทั่วโลก นี่คือผลพวงประการหนึ่งของประเทศตะวันตกที่ต้องการให้ประเทศอื่นเป็นประชาธิปไตยแบบประเทศตัวเองซึ่งมันไม่ใช่  อิรักจะเป็นประชาธิปไตยแบบสหรัฐได้อย่างไร ไม่ดูประเพณี วัฒนธรรม วิถีชีวิตความเป็นจริงของพวกเขา

468x60 ad on post page

Leave a Reply