Miscellaneous No.901

misc

สถานการณ์ทั่วโลกกำลังฮ็อท แม้กระทั่งไทยแลนด์ของเรา ล่าสุด “ทักษิณ” เจอ “หมายจับ” อีกคดี ที่ไม่ยอมมาขึ้นศาลฟังรูปคดีในการปล่อยเงินกู้ธนาคารกรุงไทย ให้กับกลุ่มเจ้าพ่อสร้างหมู่บ้าน “กฎษดามหานคร” หลายพันล้านบาท….. และถ้าใครติดตามนโยบาย “รายวัน” ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก็คงจะเหมือนกับไปดูหนังมันส์ๆ ที่มันมันส์จนไม่อยากจะลุกไปห้องน้ำ เพราะมีเรื่องฮ็อทๆออกมาจากทำเนียบขาวทุกวัน หรืออาจจะเป็นการจงใจยั่วยุให้ “สื่อมวลชนทั้งสิ่งตีพิมพ์และโทรทัศน์” และฝ่ายทางเดโมแครทความดันโลหิตขึ้นกันได้ทุกวัน….

     ช่วงหลังๆกลุ่มบริษัทผู้ผลิตใหญ่ๆ ซึ่งโยงใยกับกลุ่ม “เล่นหุ้น” ด้วยก็มีความดันโลหิตสูงตามไปด้วยจากผลพวงของสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐ ซึ่งสองประเทศยักษ์ใหญ่ก็อัดกันไปอัดกันมา เริ่มแรกทีเดียว – ก่อนที่มันจะขยายตัว – สหรัฐขึ้นภาษีศุลกากรขาเข้าเหล็กและอลูมินัมที่ส่งมาจากจีนเป็นมูลค่า 25 พันล้านดอลล่าร์ จีนก็ตอกกลับด้วยขึ้นภาษีผลิตภัณฑ์สหรัฐ Made in USA ในวงเงิน 25 พันล้านดอลล่าร์เหมือนกัน …. ล่าสุด ประธานาธิบดีทรัมป์ก็ได้ออกมาข่มขู่ว่าจะขึ้นภาษีศุลกากร 200 พันล้านดอลล่าร์ในช่วงต้นสัปดาห์หน้านี้ หลังจากที่พูด หุ้นก็ตกไปเหนาะๆ (วันอังคารที่ 19 มิ.ย.) 287 จุด

         เมื่อวันอังคารที่ 19 มิ.ย.ศกนี้ รัฐบาลทรัมป์ ออกกฎระเบียบใหม่สำหรับธุรกิจขนาดย่อย และธุรกิจประเภท self-employed ให้มีแผนประกันสุขภาพถูกๆที่สามารถหาซื้อได้ เรื่องนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์พยายามจะยกเลิก “โอบามาแคร์” หรือ Affordable Care Act มานานแล้ว ตั้งแต่ตอนหาเสียง แต่ไปติดอยู่ที่สภาคองเกรส ถึงแม้ว่ารีพับลิกันจะมีเสียงข้างมากก็ตาม และตั้งแต่สภาคองเกรสไม่ผ่านมติ “repeal and replace” เมื่อปีทีผ่านมา

         นโยบาย (รายวัน) ใหม่นี้ จะให้ธุรกิจขนาดย่อมกับธุรกิจ self-employed รวมตัวกัน และซื้อแผนประกันสุขภาพที่มีราคาถูกได้ ดูแล้วก็เหมือนกับบริษัทใหญ่ๆ แต่ข้อแม้มีอยู่ว่า มันไม่รวมการรักษาพยาบาลอย่างเช่น รักษาสุขภาพจิต, การคลอดและดูแลเด็กอ่อน และยาจากใบสั่งแพทย์ คนที่เห็นด้วยบอกว่าแผนนี้ให้คนมีทางเลือกซื้อประกันสุขภาพถูกๆได้ สำหรับฝ่ายค้านให้ความเห็นว่านโยบายใหม่นี้จะทำให้ โอบามาแคร์ มีราคาแพงมากขึ้น และเลวร้ายยิ่งขึ้นในระยะยาว อย่างไรก็ตาม นโยบายใหม่นี้คาดว่าจะมีผลบังคับใช้อย่างเร็วก็ในช่วงต้นเดือนกันยายน….

   เรื่องเบ็ดเตล็ดสับเพเหระฉบับนี้มีแต่เรื่องทรัมป์ล้วนๆ ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย สำหรับคนที่ไม่ชอบทรัมป์ แต่มันก็เป็นเรื่องที่ “ที่รู้ไว้ใช่ว่า” กันละเนอะ!

         นั่นเป็นเรื่องของหุ้นและธุรกิจ….. เมื่อวันอังคาร 19 มิ.ย. ที่ผ่านมา นโยบายรายวันล่าสุดจากทำเนียบขาวประกาศว่า สหรัฐถอนตัวออกจากคณะมนตรีเพื่อสิทธิมนุษยชนสหประชาชาติอย่างเป็นทางการแล้ว

         คณะมนตรีเพื่อสิทธิมนุษยชนนี้ก่อตั้งมาเมื่อปี 2006 ก็เพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนทั่วโลก โดยมี 47 ประเทศเข้าร่วมเป็นสมาชิก และอีกสามต่อมา สหรัฐก็เข้าร่วมภาคีเป็นสมาชิกกับเขาด้วยในสมัยรัฐบาลอดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา และมาเมื่อวันอังคารดังกล่าว เอกอัครราชทูตถาวรประจำสหประชาชาติ นิคกี้ เฮลีย์ (Nikki Haley) ออกมาประกาศว่า คณะมนตรีฯนี้ “เป็นองค์กรไม่น่ายกย่องเหมือนกับชื่อของมันเลย” ดังนั้น สหรัฐพิจารณาแล้วจึงขอถอนตัวออกมาอย่างเป็นทางการ

         ก่อนที่จะตัดสินใจขอถอนตัว สหรัฐมีเรื่องหมางใจอยู่กับคณะมนตรีฯนี้มานาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่สหรัฐออกตัวบอกว่าคณะมนตรีนี้มีอคติอยู่กับประเทศอิสราเอล เอกอัครราชทูตเฮลี่ย์บอกว่าเมื่อช่วงต้นปีนี้ เมื่อคณะมนตรีฯนี้ได้ผ่านมติห้าข้อลงโทษอิราเอล มากกว่าอิหร่าน, เกาหลีเหนือ และซีเรียรวมกัน และเธอก็ยังเอ่ยชื่อประเทศต่างๆ รวมถึงจีน, คิวบาและเวเนซูเอลา ที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนอยู่เนืองๆ งานนี้ ทางสมาชิกแกนนำทำได้อย่างเดียวคือตอบกลับออกมาว่า รัฐบาลทรัมป์ก็ออกนโยบาย “zero tolerance” คือไม่มีการให้อภัยกันอีกต่อไปแล้ว คือถ้าครอบครัวมีเด็กถ้าถูกจับตัวได้ขณะลอบเข้าประเทศอย่างผิดกฎหมาย จะจับพ่อแม่เข้าที่กักขัง และแยกลูกหลานออกจากครอบครัวของพวกเขาที่ด่านตรวจชายแดน และให้พักอยู่ในหอพักที่จัดเตรียมไว้ให้….

        มีรายงานต่างๆจากสื่อสิ่งตีพิมพ์และโทรทัศน์ที่ระบุว่าเด็กๆที่ถูกแยกจากครอบครัวนั้นถูกส่งตัวให้ไปอยู่ในสถานที่ที่เหมือนกับกรงพร้อมมีรั้วเหล็กล้อมรอบ…. จากกระแสสื่อนี้ เมื่อสองสามวันที่ผ่านมา ทางอิมมิเกรชันที่ด่านกักขังเมืองเอล คาโฮน ได้เปิดหอพักให้ผู้สื่อข่าวทุกแขนงเข้าไปชมหอพักที่พวกเขารายงานว่าเหมือนกับกงขังสัตว์ ปรากฎว่า พวกสื่อทั้งหลายเมื่อเห็นสภาพภายในแล้วถึงกับอึ้ง เพราะตรงข้ามกันกับที่พวกเขารายงาน ภายในมีห้องพักสองเตียงที่สะอาด มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบทุกวงจร อาหารการกินสมบูรณ์ คลินิก โทรทัศน์ ให้เด็กเล่นกีฬาที่ตนชอบคือจัดสนามฟุตบอลไว้ให้ ให้เล่นเกม ฯลฯ ซึ่งสิ่งของอำนวยความสะดวกเหล่านี้ เด็กๆในครอบครัวอเมริกันธรรมดายังจัดหาให้ได้ไม่ครบ ….. การบริการหอพักนี้ ทางอิมมิเกรชัน โดยกระทรวงยุติธรรมได้ทำสัญญากับกรมบริการสุขภาพและมนุษย์ให้เป็นผู้ดูแล

         ย้อนกลับมาเรื่องของคณะมนตรีฯนี้ ทูตเฮลี่ย์ ระบุว่า เอาหูไปนาเอาตาไปไร่กับเรื่องสิทธิมนุษยชนในประเทศอื่นๆ และถึงเวลาแล้วที่จะมีการเปลี่ยนแปลง ถึงแม้ว่าสหรัฐประกาศถอนตัวแล้วก็ตาม ทูตเฮลี่ย์ บอกว่าสหรัฐยังแง้มประตูไว้ ในกรณีที่ทางคณะมนตรีฯตัดสินใจจะปฏิรูปให้ดีขึ้น ไม่แน่สหรัฐอาจกลับเข้ามาเป็นสมาชิกอีกครั้งก็ได้

         หลังจากที่สหรัฐประกาศออกมาแล้ว ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันว่า ถึงแม้ว่าในองค์กรจะมีเรื่องบางเรื่องที่ขัดกัน แต่การถอนตัวออกนั้นไม่ใช่หนทางที่ดี และสหรัฐควรช่วยกันคิดช่วยกันเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่จะถอนตัวออกไปทีเดียว

         สมัยรัฐบาลจอร์จ บุช (ประธานาธิบดีคนที่ 43) ก็เคยเดินออกจากการประชุมคณะมนตรีสิ่งแวดล้อมสหประชาชาติมาแล้ว และครั้งนี้ สหรัฐเป็นประเทศแรกที่ถอนตัวออกจากคณะมนตรีอย่างเป็ทางการ แต่ยังไม่หมด บัญชีรายชื่อข้อตกลงระหว่างประเทศที่สหรัฐจะถอนตัวออกยังมีอีกมากมาย จนเหมือนกับเป็นบัญชีหางว่าวไปแล้ว สำหรับผลลัพธ์ที่ตามมานั้น อาจใช้เวลาเป็นปีๆกว่าที่พวกเราจะรู้ถึงการเปลี่ยนแปลง

        

        

468x60 ad on post page

Leave a Reply