ใช้ชีวิตด้วยความเข้าใจความสุขย่อมอยู่ใกล้แค่ปลายมือ

เพียงแค่เราไม่มองออกไปนอกตัวมากจนเกินไป แต่ให้กลับมาเรียนรู้ที่จะเข้าใจตนเองด้วยสติเราจะเริ่มรู้ว่า การพักผ่อนของชีวิตควรเริ่มต้นที่ใด โดยไม่ต้องวิ่งแสวงหาสถานที่ต่างๆ ให้เหนื่อยกาย เช่นอดีตแห่งวันวานที่ผ่านมา

      พูดถึงคำว่า “ความสุข” ทุกคนล้วนมีจินตนาการในความคิดของตัวเองเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว กรอบแห่งความสุขของแต่ละคนจะแตกต่างกันออกไป และความสุขของแต่ละวัยก็มีความซับซ้อนต่างกันอีกชั้นหนึ่ง

     เด็กน้อยมีความสุขจากการได้เล่นกิจกรรมที่ตนเองชอบ วัยหนุ่มสาวมีความสุขจากการได้แสวงหาความรักและความฝัน วัยกลางคนความสุขเริ่มลงมาที่การทำงาน แต่พอชีวิตย่างเข้าสู่วัยชรา ความสุขก็วกกลับมาอยู่ที่อดีตของวันวาน มีความสุขทุกครั้งที่คิดถึงอดีตอันเป็นวีรกรรมของชีวิต เมื่อพิจารณาเหตุปัจจัยที่เกิดขึ้นจึงกล่าวได้ว่า ความสุขโดยพื้นฐานของคนเรานั้นแตกต่างกัน

     แต่ในความแตกต่างนั้นก็บ่งบอกความรู้สึกของความสุขว่ามีรสเดียว คือรสแห่งความสบายใจ อิ่มเอมใจทุกครั้งที่ได้รับสนองตอบตามที่ประสงค์ไว้ทุกครั้งที่ได้สัมผัสสุข ใจของเราจะรู้ทันทีว่าอะไรที่หล่อเลี้ยงชีวิตให้ปริ่มปราโมทย์ เช่นเดียวกับความทุกข์ที่มาเยือนก็จะสัมผัสถึงความอึดอัดทางอารมณ์ได้เช่นกัน

     พระราชนิโรธรังสีคัมภีร์ปัญญาวิศิษฐ์ (เทสก์ เทสรังสี) กล่าวไว้ว่า “ใจเปรียบเหมือนน้ำ น้ำเป็นของใสสะอาด หากมีการกระเพื่อมอยู่ก็จะไม่ปรากฏเงา ถ้าน้ำสะอาดนิ่งเมื่อไร เงาก็จะปรากฏขึ้นมาทันใด คำสอนของพระพุทธเจ้าก็ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะฉะนั้นจงพากันอบรมใจของตนให้ได้รับความสงบแม้ไม่รู้ตลอด หรือให้ถึงมรรคผลนิพพาน ก็จะเห็นคุณค่าของความสงบว่า นำมาซึ่งความสุขอย่างแท้จริง”

   ถ้าเราทำความเข้าใจชีวิตด้วยสติอันงดงามผ่องใส เราจะเรียนรู้ที่จะมีความสุขแบบง่ายๆ แต่เต็มไปด้วยความรู้สึกอิ่มเอมใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะเพียงแค่เราไม่มองออกไปนอกตัวมากจนเกินไป แต่ให้กลับมาเรียนรู้ที่จะเข้าใจตนเองด้วยสติ เราจะเริ่มรู้ว่าการพักผ่อนของชีวิตควรเริ่มต้นที่ใด โดยไม่ต้องวิ่งแสวงหาสถานที่ต่างๆให้เหนื่อยกาย เช่นอดีตวันวานที่ผ่านมา เพราะทุกการกระทำของชีวิตหากมีความเข้าใจแล้ว แม้งานที่กำลังทำอยู่ก็ชื่อว่าเป็นการพักผ่อนได้อย่างน่าอัศจรรย์เช่นกัน

    โธมัส อันวา เอดิสัน กล่าวไว้ว่า “การทำงานนั่นแหละคือการพักผ่อน” เพราะทุกครั้งที่ลงมือทำงาน เขาจะรู้สึกว่าโลกทั้งโลกเต็มไปด้วยความท้าทายที่น่าค้นหา และมีความสุขกับการหาคำ ตอบจากการทำงานนั้นเสมอ

    เอดิสันเป็นนักประดิษฐ์ชาวอเมริกันที่ผู้คนให้การยอบรับเป็นอย่างมาก แต่ที่ผู้คนให้การยอมรับในตัวเขาก็คือ การผลิตหลอดไฟฟ้า จนกระทั่งเป็นแนวทางให้โลกได้ศึกษาตาม แต่กว่าจะสำเร็จได้ เอดิสันก็ต้องใช้เวลาทดลองเป็นจำนวนหลายพันหลายหมื่นครั้ง

   เอดิสันเป็นบุคคลหนึ่งที่มีการพักผ่อนที่แปลกไปกว่าคนอื่นๆ เขาถือว่าการพักผ่อนเป็นสมบัติของการทำงาน เสมือนกับเปลือกตาเป็นสมบัติของดวงตา เพราะทั้งชีวิตของเขาอยู่กับการทำงานทดลองและการประดิษฐ์สิ่งต่างๆ อยู่ตลอดเวลา

            ในการทำงานนั้น เอดิสันจะเป็นคนที่จริงจังมาก ว่ากันว่าช่วงที่เขาทำการทดลองนั้น เวลาหนึ่งวันมี 24 ชั่วโมง เขาจะพักผ่อนเพียงแค่4ชั่วโมง นอกจากนั้นจะขลุกอยู่แต่ในห้องทดลองเพียงอย่างเดียว ภรรยาเขาจึงอยากให้พักผ่อนบ้าง อยู่มาวันหนึ่งจึงเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วงว่า

    “คุณทำงานอย่างหนักมานานแล้วโดยที่ไม่พักผ่อนเลย ฉันว่าคุณควรที่จะหาที่พักตากอากาศที่ไหนซะบ้างนะ”  “ที่ไหนดีล่ะ?” เอดิสันถาม  “คุณคิดว่าที่ไหนดีสำหรับคุณก็เป็นที่นั่นแหล่ะ” ภรรยาชี้แนะ

    “ถ้าอย่างนั้นฉันจะลองคิดดู” พอรุ่งเช้าของทุกวัน เอดิสันก็ยังคงทำงานที่ห้องทดลองตามปกติ ไม่มีทีท่าว่าจะไปพักผ่อนตากอากาศตามที่รับปากภรรยาไว้แต่อย่างใด ภรรยาจึงถามว่า “เมื่อไหร่ถึงจะไปพักผ่อน”  “ก็ฉันพักผ่อนอยู่ทุกวันแล้วไง”  “ที่ไหน ! ไม่เคยเห็นคุณพูดถึงเลย ?”  “ก็ห้องทดลองไง เพราะการทำงานนั่นแหละคือการพักผ่อนที่ดีที่สุดสำหรับฉัน” เอดิสันกล่าว

อย่างอารมณ์ดี ตั้งแต่นั้นมาภรรยาจึงรู้ว่าการพักผ่อนของเอดิสันคือ “การทำงาน

 

468x60 ad on post page

Leave a Reply