วิกิลีคส์แฉเบื้องหลังแบ่งปันผลประโยชน์น้ำมันดิบในอ่าวไทย

วิกิลีคส์แฉเบื้องหลังประโยชน์ทับซ้อนน้ำมันในอ่าวไทยเป็นเหตุให้ฮุนเซ็นออกมาขย่มอภิสิทธิ์ โดยเคเบิ้ลจากสถานทูตสหรัฐระบุกัมพูชาและไทยเกือบทำสำเร็จในการแก้ปัญหาข้อขัดแย้งเรื่องแหล่งน้ำมันดิบในอ่าวไทย เพียงแต่ว่าทักษิณ ชินวัตร ต้องพ้นตำแหน่งไปในปี2549

รายงานข่าวเปิดเผยว่าสาเหตุหนึ่งที่นายฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชาได้สั่งให้จัดทำเอกสารว่าด้วยผลประโยชน์ส่วนตัวของตนและพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และกระแทกไปยังนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและผู้นำฝ่ายค้านในสภานั้น น่าจะมาจากเอกสารที่วิกิลีคส์นำเคเบิ้ลของสถานทูตสหรัฐออกมาเปิดเผยถึงการแบ่งปันผลประโยชน์น้ำมันดิบในพื้นที่ทับซ้อนในทะเลอ่าวไทยระหว่าง 2 ประเทศ

รัฐประหารทำให้ขัดจังหวะเรื่องน้ำมันดิบ

ทั้งนี้มีรายงานว่าเมื่อวันพุธที่ 13 กรกฎาคม 2011(2554) วิกิลีคส์(WikiLeaks)รายงานว่าการทำรัฐประหารทักษิณให้พ้นตำแหน่งเข้ามาขัดจังหวะการตกลงเรื่องน้ำมันดิบระหว่างไทยกับกัมพูชา

วิกิลีคส์ได้นำเคเบิ้ลสถานทูตสหรัฐฉบับนี้ ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2007 (2550) ได้รายงานถึงรายละเอียดการประชุมกันระหว่างสภาธุรกิจสหรัฐ-อาเซียนที่กรุงพนมเปญ  ในระหว่างการประชุมของเจ้าหน้าที่ระดับสูงนั้น เคเบิ้ลระบุว่าผู้แทนจากบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของสหรัฐ ConocoPhillips  เร่งรัดให้แก้ปัญหาข้อพิพาทกับฝ่ายไทย กรณีพื้นที่ยังเป็นเขตพื้นที่ทับซ้อน( the Overlapping Claims Area= OCA) ในทะเลบริเวณอ่าวไทย ทำให้บริษัทไม่อาจทำสัญญาเพื่อขอทำการสำรวจในพื้นที่บริเวณนั้นมาเกือบ 10 ปีแล้ว

อย่างไรก็ตามในระหว่างการประชุมนาย Kao Kim Hourn ปลัดกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชาได้กล่าวตอบ(ผู้แทน)บริษัทน้ำมันว่า รัฐบาลทั้งสองประเทศกำลังจะบรรลุข้อตกลงในข้อพิพาทนี้ แต่ทว่ารัฐบาลทักษิณก็ถูกโค่นไปก่อน

รายละเอียดแบ่งปันผลประโยชน์ไทย-กัมพูชา

วิกิลีคยังเพิ่มเติมอีกว่า “เขา(Kao Kim Hourn)พูดว่าทั้งสองฝ่ายตกลงกันในรูปแบบการแบ่งปันรายได้ดังนี้  ในเขตพื้นที่ทับซ้อนใกล้มาทางฝั่งไทยให้ไทยได้รายได้ 80 % กัมพูชาได้ 20 % พื้นที่ทับซ้อนบริเวณตรงกลางให้แบ่งรายได้ 50 ต่อ 50 % และพื้นที่ทับซ้อนไปยังกัมพูชาให้ไทยได้ 20 % และกัมพูชาได้ 80 %”

เอกสารยังระบุว่า”เขา(ปลัดต่างประเทศกัมพูชา)กล่าวเพิ่มเติมว่าการเจรจาจะใช้เวลาอีก 6 เดือนก็จะยุติข้อตกลงได้”

ความสำคัญของพื้นที่ OCA ในอนาคตของภูมิภาคนี้ถูกขีดเส้นใต้ไว้ในเรื่องที่”รั่วไหล”อันอื่นออกมาด้วยเมื่อวานนี้  โดยในปี 2007 ได้มีการประชุมกับนายแกรี่ เฟลเฮอร์ธี่(Gary Flaherty)กรรมการผู้จัดการบริษัทเชฟรอนฝ่ายการสำรวจ

เคเบิ้ลระบุว่าเชฟรอน,ผู้พัฒนาการสำรวจแหล่งน้ำมันหลุมเอ(block A)นอกชายฝั่ง ในเขตกัมพูชา ให้ความสนใจมากที่สุดและต้องการสิทธิในการสำรวจ  โดยนายเฟลเฮอร์ธีกล่าวว่า OCA คือ”แหล่งหนึ่งที่ดีที่สุดในโลกสำหรับการสำรวจ “และ”มันอาจจะปฏิวัติกัมพูชา”ได้

นอกจากนี้ Block A (ที่เชฟรอนได้รับสัมปทานการสำรวจ)ไม่มีความสำคัญเพียงพอที่จะทำการสำรวจแบบโดดๆและทำให้เกิดรายได้ขึ้นมา

ที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจ-อภิสิทธิ์ยกเลิกเอ็มโอยู 2544

ภายหลังจากที่ทักษิณถูกโค่น  ปัญหา OCA ก็มีความก้าวหน้าไปเพียงเล็กน้อย ต่อมาปี 2009 ทักษิณได้รับการแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจของรัฐบาลกัมพูชา ทำให้เกิดปัญหาตามมาอีกเมื่อรัฐบาลไทยได้ประกาศยกเลิกข้อตกลงการทำความเข้าใจ(a memorandum of understanding )กับกัมพูชาในปี 2001( MOU 2544) บ่งบอกถึงบทบาทใหม่ของกรุงเทพฯกับข้อตกลงเรื่องนี้

เอกสารของวิกิลีคส์ยังเสนอให้เห็นภาพความสัมพันธ์ระหว่างนายกรัฐมมนตรีไทยผู้พ้นจากตำแหน่งและน้องสาวที่เพิ่งจะชนะการเลือกตั้งทั่วประเทศในเดือนนี้กับกัมพูชา  จากการรายงานของเคเบิ้ลเมื่อเดือนธันวาคม 2009 เมื่อทักษิณเดินทางไปพนมเปญนั้นนักสังเกตการณ์เกือบทุกคนมองว่า”เป็นการสร้างความต่อเนื่องของฮุนเซนและทักษิณที่จะใช้กันและกันในการสร้างผลประโยชน์ให้กับตัวเอง( personal gain)”

นาย Men Den รองผู้อำนวยการการปิโตรเลียมแห่งชาติกัมพูชาให้สัมภาษณ์เมื่อวานนี้ว่า”ผมไม่ทราบถึงข้อตกลงเรื่องการแบ่งปันรายได้จากน้ำมันระหว่างกัมพูชากับไทย  เพราะมันอยู่นอกเหนือความรับผิดชอบของผม”

ขณะที่ Kao Kim Hourn กล่าวว่า”ผมจำไม่ได้” ทางด้าน Chevronปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเมื่อคืนนี้

รายงานข่าวเปิดเผยว่าเหตุหนึ่งที่ฮุนเซนออกอาการเกรี้ยวกราดต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ น่าจะมาจากการรัฐบาลไทยบขอยกเลิกเอ็มโอยู 44

สถานทูตไทยในพนมเปญแปลเอกสาร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงพนมเปญ ประจำประเทศกัมพูชา ได้จัดทำคำแปลอย่างไม่เป็นทางการ (คำต่อคำ) จากสำนักคณะรัฐมนตรี กองการข่าว และปฏิกิริยาฉับพลัน ที่ 001/13 สถก.ปบห. ราชอาณาจักรกัมพูชา ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ กรณีที่ นายฮุนเซน นายกรัฐมนตรีของกัมพูชา กล่าวตอบโต้พรรคประชาธิปัตย์ หลังกล่าวหาว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนทางทะเลกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยมีรายละเอียดดังนี้

เมื่อวันที่ 21 ม.ค. 2556 นี้ ในพิธีมอบเอกสารสิทธิที่ดินให้แก่ประชาชน ที่อ.เส็ย อ.เซียมโบก จ.สตึงแตรง นายฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา  ได้กล่าวชี้แจงเกี่ยวกับพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเล (OCA)  กัมพูชา-ไทย ทั้งนี้ เพื่อปกป้องเกียรติยศของประเทศชาติ และชี้แจงนโยบายการต่างประเทศของกัมพูชาที่มีต่อประเทศเพื่อนบ้าน

นายฮุนเซน ได้กล่าวย้อนหลังเกี่ยวกับการกระทำต่างๆของอดีตนายกรัฐมนตรีของไทย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งปัจจุบันเป็นหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านว่าตลอดมาอดีตนายกรัฐมนตรี ผู้นี้ได้เชื่อมโยงกัมพูชากับปัญหาการเมืองภายในไทยอย่างไม่หยุดยั้ง และพรรคประชาธิปัตย์กับกลุ่มคนสุดโต่ง (เกินเหตุ) เสื้อเหลืองของไทย มักกล่าวหาและโยนความผิดอื่นๆ ให้แก่อดีตนายกรัฐมนตรีไทย นายทักษิณ ชินวัตร ว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อน ซ่อนเร้นกับกัมพูชาในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล

ส่งสุเทพ-ประวิตรเจรจาลับ

แต่ในความเป็นจริง กลับเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ได้ใช้นโยบายสกปรก โดยสั่งการให้อดีตรองนายกรัฐมนตรี สุเทพ เทือกสุบรรณ และอดีตรมว.กลาโหม ประวิตร วงษ์สุวรรณ มาเจรจาลับๆกับนายฮุนเซน เกี่ยวกับปัญหาดังกล่าวเมื่อวันที่ 27 มิ.ย. 2552 ที่จ.กันดาล ประเทศกัมพูชา ขณะที่รัฐบาลไทยชุดที่แล้ว ได้เจรจากันในปัญหานี้อย่างเปิดเผย

เกี่ยวกับปัญหาที่มีความสำคัญเช่นนี้ กองการข่าว และตอบโต้เร่งด่วน มีหน้าที่ความจำเป็นในการเผยแพร่แถลงการณ์ของการปิโตรเลียมแห่งชาติกัมพูชา ที่ได้เคยเผยแพร่เมื่อวันที่ 30 ส.ค. 2554 อีกครั้ง ทั้งนี้เพื่อให้สาธารณชนทั้งในประเทศและต่างชาติ ได้รับทราบอุบายอันเลวร้าย และนโยบายสกปรกอย่างที่สุดของอดีตนายกรัฐมนตรีไทย และพื้นที่ปราสาทพระวิหาร ที่มีเนื้อหาดังนี้

ต้องการหาทางออกแบบเสมอภาคและโปร่งใส

การปิโตรเลียมแห่งชาติกัมพูชา ภายใต้คำสั่งและการกำกับดูแลของรัฐบาลกัมพูชา มุ่งมั่นและตั้งใจอย่างยิ่งในการหาทางออก ด้วยความเสมอภาคและโปร่งใส ในปัญหาพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเล รัฐบาลกัมพูชาและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจเมื่อเดือนมิ.ย.2554 เกี่ยวกับพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเล ซึ่งบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ ได้กำหนดพื้นที่ที่ต้องกำหนดการแบ่งเขตทางทะเล(Area to be Delimited) และพื้นที่ที่ต้องการพัฒนาร่วมกัน (Joint Development Area)

บันทึกความเข้าใจปี 2544 ไม่ใช่เป็นเพียงกระดาษความตกลงเท่านั้น แต่ทั้งสองประเทศได้ใช้งบประมาณ และเอาใจใส่เป็นอย่างมากในการปฏิบัติตามบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ โดยได้ตั้งคณะกรรมาธิการร่วมด้านเทคนิค คณะอนุกรรมการร่วมด้านเทคนิค และคณะทำงานอีก 2 คณะ เกี่ยวกับการกำหนดเขตทางทะเลและพื้นที่พัฒนาร่วมกัน การอธิบายดังกล่าว ยังไม่รวมถึงการวิจัยเชิงวิชาการ และกฎหมายเกี่ยวกับการเรียกร้องพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างสองประเทศ

การหารือและการเจรจาระหว่างสองประเทศได้รับผลลัพธ์ที่ดีหลายประการในระหว่างปี 2544-2550 และทั้งสองประเทศได้มีข้อเสนอ 2 ข้อ สำหรับพื้นที่พัฒนาร่วมกัน (JDA) คือ ข้อเสนอก้าวข้าม (Break – Through – Proposal) ที่เสนอขึ้นโดยฝ่ายกัมพูชา และข้อเสนอแบ่งพื้นที่พัฒนาเป็น 3 ส่วน (Three-Zone- Proposal) ที่เสนอขึ้นโดยฝ่ายไทย

สุเทพต้องการแก้ปัญหาให้เสร็จในรัฐบาลอภิสิทธิ์

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ถึงแม้ไม่มีการประชุมของคณะกรรมาธิการร่วมด้านเทคนิค (JTC) อย่างเป็นทางการ แต่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ได้ประสานมายังรัฐบาลกัมพูชา เพื่อทำการเจรจาปัญหาพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลหลายครั้ง ได้แก่ การพบปะระหว่างสมเด็จฯ ฮุน เซน แห่งราชอาณาจักรกัมพูชา กับอดีตรองนายกรัฐมนตรีไทย นายสุเทพ เทือกสุบรรณ และอดีตรมว.กลาโหมไทย นายประวิตร วงษ์สุวรรณ เมื่อวันที่ 27 มิ.ย. 2552 ที่จ.กันดาล ประเทศกัมพูชา และการพบปะลับระหว่างนายสุเทพ กับ ฯพณฯ รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ซก อาน ที่ฮ่องกง เมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2552

และต่อมาที่เมืองคุณหมิง เมื่อวันที่ 16 ก.ค. 2553 ซึ่งระหว่างการพบปะกันนั้น นายสุเทพได้แสดงความจำนงอยากแก้ไขปัญหานี้ให้เสร็จสิ้นภายในวาระสมัยของรัฐบาลอภิสิทธิ์ โดยการพบปะเจรจาลับทำขึ้นตามการร้องขอของอดีตนายกรัฐมนตรี สุเทพ เทือกสุบรรณ ที่ได้ยืนยันว่าเป็นคำสั่งการและได้รับการมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ซึ่งกัมพูชาไม่เข้าใจว่าทำไมจึงต้องเจรจาลับ

เหตุออกมาประกาศเพื่อปกป้องกัมพูชาและทักษิณ

เนื่องจากรัฐบาลชุดก่อนๆ ทุกการเจรจาล้วนทำขึ้นอย่างเปิดเผย แต่กลับถูกกล่าวหาจากพรรคประชาธิปัตย์ว่า มีผลประโยชน์ทับซ้อน กัมพูชาจึงทำให้เกิดข้อสงสัยว่า ทำไมรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ จึงต้องเจรจาลับ และประชาชาไทย หรือสส.พรรคประชาธิปัตย์ได้ทราบเรื่องการเจรจาลับนี้หรือไม่ ขณะที่อดีตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน ซึ่งปัจจุบัน คือ นายอภิสิทธิ์ ได้ประกาศเกี่ยวกับความโปร่งใส

ตลอดจนกล่าวหา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเป็นผู้ที่ได้ทำงานอย่างเปิดเผยกับกัมพูชา ว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนกับกัมพูชา และกีดขวางดำเนินการเจรจาระหว่างรัฐบาลชุดใหม่ของไทยกับรัฐบาลกัมพูชา ดังนั้น กัมพูชาจึงมีความจำเป็นต้องเผยความลับนี้ เพื่อปกป้องกัมพูชา และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จากการใส่ร้ายของพวกพรรคประชาธิปัตย์

พร้อมเจรจาใหม่กับรัฐบาลยิ่งลักษณ์

ทั้งนี้ รัฐบาลชุดใหม่ที่นำโดยนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ยังไม่ได้พบหารือ หรือมีข้อเสนอใดกับรัฐบาลกัมพูชา ในการแก้ไขพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเล ไม่ว่าจะเป็นข้อเสนออย่างใดอย่างหนึ่ง ในการแก้ไขข้อพิพาทเพื่อแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ส่วนตัวตามการกล่าวหาของนางอานิก อัมระนันทน์ สส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่มีขึ้นระหว่างการอภิปรายในสภาเมื่อวันที่ 23-24-25 ส.ค. 2554

รัฐบาลกัมพูชาพร้อมและยินดีต่อการเริ่มต้นเจรจาอย่างเปิดเผย และอย่างเป็นทางการอีกครั้งในปัญหานี้ และสานต่องานนี้ให้แล้วเสร็จโดยเร็วเท่าที่สามารถกระทำได้ เพื่อเป็นประโยชน์ของประชาชนและประเทศทั้งสองต่อไป

ราชธานีพนมเปญ วันที่ 21 มกราคม 2556

กองการข่าว และปฏิกิริยาฉับพลัน

สำนักคณะรัฐมนตรี

อภิสิทธิ์โต้ฮุนเซนกลับกรอก

เมื่อวันที่ 23 มกราคมนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวตอบโต้ ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ออกแถลงการณ์โจมตีผู้นำฝ่ายค้านฯของไทย โดยยืนยันว่าตัวเองเป็นคนที่พูดความจริงเสมอ ไม่เคยพูดต่อหน้าอย่าง ลับหลังอย่าง

“ผมไม่แปลกใจการพูดจาของผู้นำกัมพูชา ผมนั้นพูดความจริงเสมอ ที่สำคัญนั้นผมพูดกับคนไทย รวมทั้งพูดกับนายกฯ ฮุน เซน ผมไม่เคยพูดต่อหน้าอย่าง ลับหลังอย่าง ผมขี้เกียจจะนั่งพูดว่าเวลานายกฯ ฮุน เซน คุยกับผมเวลาอารมณ์ดี คุยกับผมดีๆ พูดว่าอะไร ด่าใครบ้าง แต่เวลาออกไปพูดข้างนอก แล้วก็มีผลประโยชน์ที่จะต้องมาตอบโต้กับผมก็คนละเรื่องกัน เพราะฉะนั้นไอ้ความน่าเชื่อถือของตัวนายกฯ ฮุน เซนนี่ผมว่าคนจำนวนมากก็ทราบดี”

ถามหาหลักฐานให้ดู 3 เรื่อง

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า นายกฯ ฮุน เซนสับสนเรื่องของกรอบเวลาและข้อเท็จจริง หรือแกล้งสับสนก็ไม่ทราบ เพราะกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์เรื่อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีผลประโยชน์ทรัพยากรในทะเล เรื่องแก๊สและน้ำมันนั้น เนื่องจาก 1.พ.ต.ท.ทักษิณเคยสนใจทำธุรกิจนี้  2.หลักฐานในวิกิลีกส์มีการเขียนถึงความสนใจของ พ.ต.ท.ทักษิณจะเข้ามาทำตรงนี้ และ 3.ในแถลงการณ์ของทางกัมพูชาวันนี้ยอมรับว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ และรัฐบาลไปเจรจาเรื่องนี้ ทั้งที่ขณะนี้ MOU เรื่องดังกล่าวยังถูกแขวนอยู่ ซึ่งการเรียกหาหลักฐาน ก็ต้องดู 3 เรื่องนี้ก่อน

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ในรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์เคยมีการไปพูดคุยเรื่องผลประโยชน์ทางทะเล แต่เป็นการพูดอย่างโปร่งใส ซึ่งตอนที่เริ่มต้นรัฐบาลก็พยายามเรื่องพระวิหารและเรื่องเขตแดนที่ยืนยันมาตลอดจะต่อสู้ทุกเวที แต่ไม่เคยมีการยกเลิกการพัฒนากรอบความร่วมมือ โดยมอบหมายให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ส.ส.ราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะอดีตรองนายกฯ ไปเจรจา

เอ็มโอยู 2544 ไทยเสียเปรียบ

แต่เมื่อกัมพูชากับไทยมีปัญหามากขึ้น ก็มีการนำเอ็มโอยูปี 2544 เรื่องพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลมาดู รวมทั้งมีคณะกรรมาธิการ วุฒิสภา และหลายฝ่ายก็ทำการศึกษาเรื่องนี้เห็นว่าเอ็มโอยูดังกล่าวนำไปสู่ความเสียเปรียบหรือไม่ถูกต้อง จึงเสนอให้ยกเลิก แต่ว่ากระบวนการยกเลิกยังไม่เสร็จ เพราะต้องไปเข้าสภา และก่อนเข้าสภา กระทรวงการต่างประเทศก็เห็นว่าถ้ายกเลิกตัวเก่า ควรมีกรอบเริ่มต้นตัวใหม่อย่างไร แต่ก็ยังไม่เสร็จเท่านั้น

”ไม่มีอะไรลึกลับซับซ้อนและไม่ได้โกหกประชาชน เรื่องนี้ไม่รู้ว่าจะมีใครเชื่อสมเด็จฯ ฮุน เซน บ้าง แต่คิดว่ารัฐบาลกับพรรคเพื่อไทยคงจะเชื่อ”นายอภิสิทธิ์กล่าว

โต้ฮุนเซนไม่ได้อย่างที่ต้องการ

“ผมก็อยากจะให้คนไทยฉุกคิดว่าในภาวะกำลังมีข้อพิพาท เรื่องเขตแดนอยู่ การที่รัฐบาลที่เป็นคู่กรณีกับเรา พยายามกล่าวหาฝ่ายค้าน เพื่อให้สอดคล้องกับสิ่งที่รัฐบาลไทยกำลังพยายามหยิบมาเป็นเงื่อนไขตอบโต้ฝ่ายค้าน มันบ่งบอกอะไร ผมว่าสิ่งที่มันบ่งบอกได้ คือ นายกฯ ฮุน เซนไม่พอใจรัฐบาลที่แล้ว เพราะเขาไม่ได้อย่างที่เขาต้องการ แต่การที่เขาไม่ได้อย่างที่เขาต้องการไม่ใช่เพราะรัฐบาลที่แล้วไม่รักษาความสัมพันธ์ เราไม่ให้ดินแดน สู้เต็มที่เขาไม่พอใจ  อย่างไรก็ตาม รัฐบาลควรแสดงความชัดเจนว่าจะเดินไปตามกรอบเอ็มโอยูเดิมหรือไม่ หรือจะตั้งต้นหาเอ็มโอยูใหม่ ผมอยากย้อนถามนายกฯ ฮุน เซน ว่าการที่ว่าผมมีผลประโยชน์อะไรเกี่ยวข้องกับบริษัทพลังงาน แล้วคุณทักษิณมีหรือไม่  ความจริงนายกฯ ฮุน เซน ควรตอบคนกัมพูชาว่าตัวนายกฯ ฮุน เซน มีหรือไม่”นายอภิสิทธิ์กล่าว

การรักษาสิทธิของประเทศเป็นของทุกคน

นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวถึงกรณีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เรียกหน่วยงานด้านความมั่นคงหารือเกี่ยวกับกรณีปราสาทพระวิหารว่า อย่างน้อยทีมกฎหมายและฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงจะต้องยืนหยัดและแนะนำว่าทางฝ่ายนโยบายควรจะมีท่าทีอย่างไร และตนเชื่อมั่นว่าคนที่ทำงานจะต้องปกป้องประโยชน์ของชาติ และฝ่ายนโยบายจะต้องให้การสนับสนุน และต้องกล้าหาญในการแสดงจุดยืนที่จำเป็น

“ไม่มีใครไม่มีฝ่ายค้าน ไม่มีคนไทยคนไหนไปเรียกร้องให้เกิดความรุนแรง หรือเกิดสงคราม หรือเกิดปัญหาความสัมพันธ์จากการรักษาสิทธิของประเทศ ทำไมกัมพูชาทำได้แล้วเราทำไม่ได้ และคิดว่าสังคมต้องช่วยกัน เพราะเมื่อต้นปี รมว.ต่างประเทศได้แสดงทีท่า และสังคมดูเหมือนจะยอมรับไม่ได้ ดังนั้นรัฐบาลควรปรับท่าที”นายกอภิสิทธิ์เน้น

ผู้สื่อข่าวถามว่าอดีตนายกรัฐมนตรีเคยเตือนสมเด็จฯ ฮุน เซนว่าอย่าเป็นหมากให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ตอนนี้มองบทบาทสมเด็จฯ ฮุน เซนอย่างไร นายอภิสิทธิ์ตอบว่า ไม่ขอวิจารณ์ แต่หากพูดในสิ่งที่ไม่จริงก็ต้องชี้แจง อีกทั้งการที่นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ ออกมาระบุว่ามีเอกสารลับก็ขอให้เปิดเผย ส่วนอะไรจะเป็นเรื่องลับตนยังนึกไม่ออก

พัฒนาการของทรัพยากรธรรมชาติ

นสพ.พนมเปญ โพสต์ฉบับวันที่ 21 กันยายน 2011รายงานในเรื่อง PM talks gas and oil with Thai assembly head ระบุว่าเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2011 นายกรัฐมนตรีฮุนเซนได้พบปะและพูดคุยกับนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎรของไทย ที่กรุงพนมเปญ โดยพูดถึงทรัพยากรธรรมชาติทั้งน้ำมันดิบและแก๊สธรรมชาติที่มีสำรองในอ่าวไทย

ทั้งสองได้พูดคุยกันถึงเรื่องการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ  จะทำให้สองประเทศสามารถเข้าไปสู่การสำรวจทรัพยากรธรรมชาติในเขตพื้นที่อ้างสิทธิ์ 27,000 ตารางกิโลเมตรในอ่าวไทยได้ ทั้งนี้เป็นการเปิดเผยของ Eang Sophalleth โฆษกส่วนตัวของนายกรัฐมนตรีกัมพูชา

พื้นที่ทับซ้อนอ้างสิทธิ์ OCA

จากเว็บไซท์ของ OpenDevelopmentCambodia.net ได้ให้คำอธิบายถึงพื้นที่ทับซ้อนอ้างสิทธิ์ของ 2ประเทศ(Overlapping Claims Area =OCA)ว่าเป็นพื้นที่ทับซ้อนในอ่าวไทยของประเทศไทยและกัมพูชามีขนาดพื้นที่ 27,000 ตารางกิโลเมตรและมีการประเมินว่าพื้นที่นี้จะมีแก๊สธรรมชาติ 11 ล้านล้าน(trillion) คิวบิคฟุต ส่วนปริมาณน้ำมันดิบยังไม่อาจประเมินได้แน่นอนว่ามีเท่าใด

เมื่อปี 2001 รัฐบาลสองประเทศได้ลงนามในความตกลงทำความเข้าใจกัน (MOU2544)  เพื่อที่จะพัฒนาร่วมกันในพื้นที่ของ OCA ตลอดจนมีความพยายามที่จะแบ่งเขตพื้นที่ทางทะเลด้วย แต่การเจรจาในข้อตกลงได้ถูกขัดขวางเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงผู้นำของไทยในปี 2006 (2549)  ต่อมาในปี 2009 รัฐบาลไทยได้ประกาศยกเลิก MOU ฉบับนี้

กระนั้นก็ตามเชื่อว่าข้อตกลงนี้ใกล้ความเป็นจริงเมื่อมีการเลือกตั้งพรรคเพื่อไทยเข้ามาบริหารประเทศไทย แม้ว่าจะยังไม่มีความแน่นอนในเรื่องนี้ แต่ก็มีบริษัทน้ำมันหลายบริษัทให้ความสนใจที่จะเข้าไปสำรวจในพื้นที่อ้างสิทธิ์ ขณะเดียวกันกัมพูชาได้อนุญาตอย่างมีเงื่อนไขให้บริษัท Idemitsu และ Conocco Phillips เข้าไปสำรวจในพื้นที่ I และ II, รวมทั้งให้สำรวจทั้งหมดในพื้นที่ Area III

หลายประเทศเข้าสำรวจน้ำมันในกัมพูชา

เว็บไซท์ดังกล่าวยังระบุว่าแหล่งน้ำมันของกัมพูชาในทะเลมี 6 แหล่ง (A to F) และแหล่งน้ำมันบนบกมี19 แหล่ง (I to XIX) พร้อมทั้งยังมีอีก 4 แหล่งที่ถือเป็นเขตทับซ้อนอ้างสิทธิ์ (OCA) กับประเทศไทย

เมื่อประมวลประเทศต่างๆที่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปสำรวจในอ่าวไทย(Offshore Blocks)นั้นถือว่า Block Aก้าวหน้ามากที่สุด ส่วน B-F เพิ่งจะเริ่มมีการสำรวจ

Block A ครอบคลุมพื้นที่ 6,278 ตารางกิโลเมตรบริษัท Chevron Overseas Petroleum (Cambodia) และ Moeco Cambodia ได้ใบอนุญาตสำรวจในปี 2002 เมื่อปี 2005 เชฟรอนได้ประกาศว่าพบน้ำมันดิบ 4 หลุมและแก๊สธรรมชาติ 1 หลุม และในปี 2010 ได้ประกาศถึงการดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้โดยกัมพูชาจะเริ่มผลิตเพื่อการพาณิชย์ได้ในปี 2012

Block B ครอบคลุมพื้นที่ 6,551 ตารางกิโลเมตร เมื่อปี 2005 ได้อนุญาตให้ PTT Exploration and Production(ไทย), Singapore Petroleum และ Resourceful Petroleum เข้าสำรวจทั้งนี้ PTTEP เข้าไปขุดเจาะ 1 บ่อและบ่อที่ 2 กำลังดำเนินการ แต่ยังไม่พบน้ำมันดิบในบล้อคนี้

Block C อนุญาตให้ Polytec Petroleum Hong Kong ดำเนินการขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างการจัดเก็บข้อมูลทางธรณีวิทยา
Block D ครอบคลุมพื้นที่ 5,506 ตารางกิโลเมตรได้อนุญาตให้ China Petrotech Holdings สำรวจและพบว่ามี  แก๊ส hydrocarbon และเริ่มการสำรวจเข้าไปในแหล่งนี้

Block E อนุญาตให้ Medco Energi, Kuwait Energy และ JHL Petroleum  ขณะนี้กำลังดำเนินการในพื้นที่ 5,559 ตารางกิโลเมตร
Block F อนุญาตให้ Chinese National Offshore Oil Corporation ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนของการจัดเก็บข้อมูลทางธรณีวิทยา

สำหรับพื้นที่การสำรวจบนบกนี้มี 19 แหล่งที่อนุญาตให้หลายบริษัทเข้าไปดำเนินการอาทิเช่นMedco Energi , JHL Petroleum, PetroVietnam และBlock XVII ครอบคลุมพื้นที่ 6,500 ตารางกิโลเมตรกินพื้นที่ในเขตจังหวัดพระวิหาร,เสียมเรียบและกัมปงธม ได้อนุญาตให้  Japan Oil, Gas and Metals National Corporation (JOGMEC) เข้าสำรวจ

 

 



Leave a Reply