NFLกับผลกระทบต่อเนื่อง

คงจำกันได้ว่าคดีที่ตำรวจกระทำต่อคนผิวดำด้วยความรุนแรงตั้งแต่เหตุการณ์ที่เมืองเฟอร์กูสัน รัฐมิสซูรี เป็นต้นเรื่อยมาเป็นเหตุให้คอลิน แคเพอร์นิก (Colin Kaepernick) ควอเตอร์แบคNFL ทีมซาน ฟรานซิสโกถึงกับประท้วงด้วยการนั่งในระหว่างเพลงชาติอเมริกันก่อนการแข่งขันเมื่อซีซั่น 2016 ปกติแล้วจะต้องยืนใช้มือขวาทาบหน้าอก(คนอเมริกัน) การประท้วงก็เพื่อส่งสัญญานให้ทราบว่าการกระทำด้วยความรุนแรงต่อคนผิวดำนั้นไม่เพียงแต่จะละเมิดสิทธิมนุษยชนเท่านั้นแต่ยังเป็นการผิดศีลธรรมในความเป็นมนุษย์ด้วย เรื่องลุกลามมายังซีซันปัจจุบันที่อยู่ในระหว่าง การแข่งขันพรีซีซั่นมีการประท้วงการกระทำต่อคนผิวดำลามไปถึงคอลเลจ ฟุตบอล

แต่เหตุที่บานปลายลุกลามนั่นเป็นเพราะนายดอนัลด์ ทรัมพ์ ไม่ได้เก็บความรู้สึกในฐานะผู้นำกลับไปเติมน้ำมันราดไฟให้ลุกโชนขึ้นด้วยการประกาศว่าธงอเมริกันอันยิ่งใหญ่(หรือประเทศ)จะต้องมีการยืนแสดงความเคารพเมื่อเพลงชาติดังขึ้น หากไม่แล้วคุณจะถูกไล่ออกแถมยังฝากไปยังเจ้าของทีม  NFLว่าหากใครไม่เคารพในธงชาติของเรา “เอาลูกอีดอกนั้นออกจากสนามทันที ออกไปเลย ไล่ออก(Get that son of a b**** off the field right now)ภายหลังจากนั้นก็เกิดการรวมตัวกันหรือความความสามัคคีกันใน NFLนับตั้งแต่ผู้เล่น เจ้าของทีมร่วมกันแสดงออกด้วยการนั่งประท้วงระหว่างเพลงชาติจึงทำให้เกิดการลุกลามและเริ่มจะบานปลายออกไปเรื่องนี้ก็คิดได้ 2 แนวทาง 1.ทุกคนมีหน้าที่ต้องเคารพเพลงชาติ  2.คนไม่เคารพเพลงชาติต้องมีที่มานั่นคือการประท้วงเจ้าหน้าที่ตำรวจกระทำด้วยความรุนแรงต่อคนผิวดำเมื่อศาลตัดสินออกมาปรากฎว่าเจ้าหน้าที่ไม่มีความผิดเพราะได้ปฎิบัติหน้าที่ของตน จึงสร้างความคับแค้นให้กับคนผิวดำและส่วนใหญ่คนผิวดำก็จะเป็นนักกีฬา

บางคนมองไม่อออกว่าไม่ควรนำเรื่องการเมืองมาสู่วงการกีฬาแต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่เรื่องการเมืองแต่เรื่องนี้ออกไปทางเหยียดผิว และการละเมิดสิทธิมนุษยชนมากกว่า โดยเฉพาะนักการเมืองอเมริกันมักจะชี้ไปยังประเทศอื่นว่าละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยที่ไม่ได้มองสังคมของตัวเองเสียก่อน

เรื่องนี้เป็นเหมือนคดีนายรอดนีย์  คิง ที่ถูกตำรวจรุมทำร้ายเกิดขึ้นในแอล.เอ.ช่วงทศวรรษที่ 1990 ทำให้แอล.เอ.ถูกเผาเกิดการปล้นสะดมภ์ การทำร้ายกันจนเสียชีวิตและการเข้าปราบปรามของเจ้าหน้าที่เพื่อรักษาความสงบใครที่ผ่านเหตุการณ์ครั้งนั้นคงจะทราบดีว่าแอล.เอ.เกิดความเจ็บปวดขนาดไหนเพราะสูญเสียทั้งทรัพย์สินและชีวิตของผู้คนจำนวนมาก คนที่ตกเป็นเหยื่อในเหตุการณ์มากที่สุดคือชาวเกาหลีที่ทำมาค้าขายอยู่ในเขตโคเรียทาวน์ อยู่บนถนนโอลิมปิก+เวอร์มอนต์ใกล้ดาวน์ทาวน์แอล.เอ. ร้านค้าของพวกเขาถูกปล้นสะดมภ์ ถูกเผาโดยที่พวกเขาเองไม่เกี่ยวข้องแต่เชื่อว่าคนผิวดำต้องการเอาคืนเพราะคนเกาหลีรุกล้ำเข้าไปทำมาหากินในเขตคนผิวดำมากขึ้นจึงตกเป็นเหยื่อของสถานการณ์

ทางออกของสถานการณ์ก่อนจะบานปลายออกไปมากกว่านี้ต้องกลับไปหาจุดเริ่มต้นนั่นคือการที่ตำรวจผิวขาวทำเกินกว่าเหตุกับคนผิวดำคือการยิงทิ้งจะต้องมองคนผิวดำเป็นมนุษย์เหมือนตัวเราไม่ใช่เป็นสัตว์ประหลาดมาจากดาวอังคารหรือพิภพอื่น  นอกจากนี้ผู้นำสหรัฐระดับประธานาธิบดีจะต้องระวังคำพูดของตัวเองไม่ให้สถานการณ์ลุกลามลามปลาย  แต่สำหรับผู้นำคนนี้คงเป็นเรื่องยากเพราะเขาเองมีธงนำในหลายเรื่องอยู่แล้วเริ่มตั้งแต่นโยบายการห้ามคนมุสลิมเข้าสหรัฐ,การจะสร้างกำแพงกั้นชายแดนสหรัฐ-เม็กซิโก,การให้การสนับสนุนพวกขวาจัดอย่างออกหน้า  ในที่สุดแล้วก็คงต้องรอไปอีก 3 ปีเพื่อเปลี่ยนผู้นำคนใหม่ที่จะมีชีวิตอยู่ร่วมกับชาวโลกได้ดีกว่านี้ 

468x60 ad on post page

Leave a Reply