กสิกรไทยโอนเงินด้วยฟินเทค

privacy

มีข่าวออกมาว่าธนาคารกสิกรไทยเปิดบริการรับโอนเงินจาก 4 ประเทศ ผ่าน 3 แอปฯฟินเทคชื่อดัง ชูจุดเด่นเลือกโอนเข้าบัญชีธนาคารในไทยได้กว่า 30 ธนาคาร รู้วันรับเงินที่แน่นอน  ค่าโอนชัดเจน ได้รับเงินเต็มจำนวน คาดปี 2561 รับเงินโอนผ่านแอปฯจะเพิ่มขึ้นมากกว่า 3 เท่า 

โลกทุกวันนี้เราจะเห็นคำว่าฟินเทคกระจายไปทั่ว

คำว่าฟินเทคมาจาก FinTech or fintech ส่วนคำเต็มคือ Financial technology  มีเป้าหมายเข้ามาส่งเงินทดแทนระบบเดิมที่สถาบันการเงินดำเนินการอยู่ด้วยการใช้ Smartphones เพื่อดำเนินการที่เรียกว่า mobile banking c]t investing services

.แล้วระบบเดิมที่ทำอยู่ทำอย่างไรเวลาเราจะส่งเงินผ่านธนาคารไปยังอีกจุดหมายหนึ่ง? เราก็จะต้องไปกรอกรายละเอียดลงแบบฟอร์มกระดาษของธนาคารเช่นหมายเลขบัญชีของเราและรายละเอียดที่ธนาคารต้องการจากนั้นก็กรอกรายละเอียดของผู้รับ จำนวนเงินที่จะส่ง (ธนาคารพาณิชย์ในสหรัฐอเมริกาจะเรียกเก็บค่าบริการ 41-42 ดอลลาร์) เช่นเดียวกับบริษัทรับบริการส่งเงินเช่นWestern Union ,MoneyGram เป็นรูปแบบเดิมของการส่งเงิน  รูปแบบโบราณอีกอย่างของการส่งเงินยังใช้กันทุกวันนี้คือคำว่า “โพยก๊วน”ดังนั้นในระบบโพยก๊วนจะมีบุคคลที่เกี่ยวข้องด้วยกัน 3 ฝ่าย คือ

๑)     1.ผู้ใช้บริการโพยก๊วน 

๒)   2.พ่อค้าการเงินนอกระบบหรือ “ตัวแทนหักบัญชี” (Clearing Agent)

๓)    3.ผู้รับเงิน

ดูเหมือนว่าคนไทยในอเมริกาใช้โพยก๊วนกันจำนวนมากเพราะส่วนใหญ่ไม่อาจสู้ค่าธรรมเนียมสถาบันการเงินได้ตัวอย่างเช่นแม่ครัวร้านอาหารไทยต้องการส่งเงินกลับไปให้ลูกเดือนละ 500 ดอลลาร์ หากไปใช้บริการธนาคารก็จะถูกชาร์จ 42 ดอลลาร์ สู้ไปส่งตามร้านตัดผมหรือร้านขายของชำคนไทยในละแวกบ้านคิดค่าธรรมเนียม 5 ดอลลาร์(เงินส่งไม่เกิน 1,000 ดอลลาร์)คนส่งก็จะจัดการเข้าบัญชีลูกแม่ครัวตามที่ได้ให้หมายเลขบัญชีธนาคารไว้โดยคนจัดการอาจมีอยู่ที่เมืองไทยด้วยเรียกว่าทำเป็นระบบ ส่งกันเป็นประจำและไม่เคยเบี้ยวทุกอย่างตรงตามเวลาแล้วไฉนเราจะไม่ใช้บริการนี้ เป็นการส่งเล็กๆน้อยๆเมื่อรวมหลายรายเข้าก็เป็นเงินไม่น้อยในแต่ละเดือนแต่ละปี  หากส่งเงินจำนวนมาก(เป็นแสนๆดอลลาร์)คิดว่าไม่ใช้ระบบนี้มันเสี่ยงเกินไปยกเว้นเสียแต่จะมีการ “ฟอกเงิน”กันก็ช่วยไม่ได้

การส่งเงินกลับบ้าน (Remittances)ถือเป็นเรื่องใหญ่ของคนทั่วโลกโดยเฉพาะเม็กซิโก เงินที่ถูกส่งจากสหรัฐเป็นรายได้จากต่างประเทศเป็นอันดับ 2 รองจากการส่งออกน้ำมันดิบเฉพาะเดือนพฤศจิกายน2016 คนแม็กซิกันที่ไปทำงานในสหรัฐหรือคนแม็กซิกัน-อเมริกันส่งเงินกลับเม็กซิโก 2.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐเป็นการทำสถิติมากที่สุดในรอบ 10 ปีที่เดือนเดียวส่งมากขนาดนี้เหตุผลมีการประเมินว่าอาจไม่มั่นใจในตัวนายดอนัลด์ ทรัมพ์ ที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามาแล้วจะทำโน่นทำนี่กับเม็กซิโกเช่นการสร้างกำแพงกั้นชายแดน 2 ประเทศและเชื่อว่าเรื่องอื่นจะต้องตามมาเช่นนโยบายกำจัดโรบินฮู้ด รวมทั้งชาวมุสลิม 7 ประเทศที่ถูกห้ามเข้า

สำหรับเรื่องการส่งเงินแบบทุกวันนี้เช่นคนแม็กซิกันชอบส่งผ่านธนาณัติไปรษณีย์อเมริกันก็จะยังคงมีอยู่เพราะค่าส่งถูกและอาจไม่หมดไปทีเดียวเพราะผู้คนถนัดในแนวทางเดิมมากกว่า  แต่โลกยุคใหม่ก็มาแรงเช่นกันในยุคของดิจิทัล

คราวนี้คำว่า “ฟินเทค”จะเข้ามามีบทบาทในสังคมสมัยใหม่จะเป็นอย่างไรเรามาฟังธนาคารกสิกรไทยอธิบายดังนี้

นายศีลวัต สันติวิสัฎฐ์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบันคนไทยมีการโอนเงินข้ามประเทศจำนวนมาก ทั้งโอนเงินเพื่อการค้า โอนเงินกลับบ้าน โอนเงินให้บุตรหลานที่ศึกษาอยู่ต่างประเทศ รวมถึงธุรกิจอีคอมเมิร์ช อย่างไรก็ตามที่ผ่านมามีข้อจำกัด คือ ไม่สามารถกำหนดวันรับเงินที่แน่นอนได้ ต้องเสียค่าธรรมเนียมโอนให้กับธนาคารต้นทางและธนาคารปลายทางยังหักค่าธรรมเนียมจากเงินโอนที่แตกต่างกัน ทำให้ผู้รับได้รับเงินไม่ครบจำนวนตามวงเงินที่โอน และต้องเสียเวลาสอบถามสถานะเงินโอนตลอดเวลาซึ่งอาจยุ่งยาก ทำให้ทั้งผู้โอนและผู้รับโอนไม่ได้รับความสะดวก

ธนาคารกสิกรไทยจึงได้ร่วมมือกับ 3 ฟินเทคชั้นนำผู้ให้บริการโอนเงินผ่านแอปพลิเคชั่นที่ทันสมัย คือ TransferTo, Instarem และ Currenxie เปิดให้บริการโอนเงินจากต้นทาง 4 ประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย ฮ่องกง และออสเตรเลียผ่านธนาคารกสิกรไทยไปเข้าบัญชีของผู้รับเงินที่ธนาคารต่าง ๆ กว่า 30 ธนาคารในประเทศไทย โดยบริการรับโอนเงินระหว่างประเทศผ่านฟินเทคนี้ ผู้โอนเงินสามารถทำรายการโอนผ่านแอปพลิเคชัน พร้อมระบุวัน เวลา ที่ปลายทางจะได้รับเงิน อีกทั้งยังรู้ค่าธรรมเนียมการโอนที่แน่นอนทันที จึงมั่นใจได้ว่าผู้รับในไทยจะได้รับเงินเต็มจำนวนและตรงตามเวลาที่กำหนด โดยสามารถโอนเงินได้สูงสุดถึง 500,000 บาทต่อรายการ 

ปัจจุบันมีการโอนเงินรายย่อยขาเข้ามาในประเทศไทยโดยรวมประมาณ 3.8 ล้านรายการต่อปี คิดเป็นมูลค่าราว 1.5 ล้านล้านบาท เป็นการโอนผ่านธนาคารกสิกรไทย 620,000 รายการ มีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 16% คิดเป็นมูลค่าการโอนประมาณ 250,000 ล้านบาทต่อปี และสัดส่วนการโอนเงินมาไทยที่โอนนอกระบบธนาคาร (มิใช่การโอนผิดกฎหมาย) ประมาณ 200,000 รายการ มูลค่ากว่า10,000 ล้านบาท ซึ่งธนาคารกสิกรไทยได้ทดลองเปิดให้บริการรับเงินโอนจากต่างประเทศผ่านฟินเทคมาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2560 คาดว่าในสิ้นปีนี้จะมีลูกค้าใช้บริการประมาณ 20,000 รายการ และในปี 2561 ช่องทางการโอนเงินขาเข้าผ่านแอปพลิเคชั่นจะเติบโตมากกว่า 3 เท่า

นายศีลวัต กล่าวเสริมว่า การที่ธนาคารจับมือกับฟินเทคให้บริการโอนเงินข้ามประเทศจะเป็นแนวโน้มใหม่ของการให้บริการโอนเงินระหว่างประเทศที่จะช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้ามากยิ่งขึ้น ขณะนี้ธนาคารกสิกรไทยอยู่ระหว่างพัฒนาการโอนเงินระหว่างประเทศสำหรับลูกค้ารายย่อยให้สามารถตอบโจทย์บริการยุคดิจิทัลเพิ่มขึ้น โดยในต้นปี 2561 จะเป็นครั้งแรกที่ลูกค้าธนาคารของไทย สามารถทำรายการโอนเงินไปต่างประเทศด้วยตัวเองผ่านแอปพลิเคชั่น K PLUS ทางโทรศัพท์มือถือไปยังผู้รับเงินปลายทางกว่า 40 ประเทศทั่วโลก ได้แก่ จีน สหรัฐอเมริกา อังกฤษ สิงคโปร์ ฮ่องกง ออสเตรเลีย และกลุ่มสหภาพยุโรป โดยผู้โอนสามารถกำหนดวันรับเงิน และรู้ค่าธรรมเนียมการโอนที่แน่นอนได้ทันทีเช่นเดียวกัน ซึ่งจะเป็นการเปิดมิติใหม่ของการโอนเงินรายย่อยไปต่างประเทศซึ่งมีประมาณ 8 ล้านรายการต่อปี คิดเป็นมูลค่าการโอนมากกว่า 230,000 ล้านบาท

กล่าวโดยสรุปก็คือแทนที่จะไปกรอกเอกสารต่างๆในการโอนเงินตามแบบเดิมก็ใช้ Application K Plus ส่งเงินของตนไปยังจุดมายปลายทางทั่วโลกได้โดยใช้สมาร์ทโฟนดำเนินการและก็ไม่ได้มีเพียงธนาคารกสิอหรไทยเท่านั้น ธนาคารอื่นๆก็มีเช่นกัน -โลกกำลังเปลี่ยนไป

K Bank หรือธนาคารกสิกรไทยก้าวเข้ามาสู่ฟินเทคในหลายเรื่องรวมทั้งการโอนเงินผ่านแอพโดยใช้สมาร์ทโฟน

40ปีมติชน – นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ร่วมสัมมนา “ฟินเทค นวัตกรรมการเงิน เรื่องใกล้ตัวที่ต้องรู้” ในงาน “ก้าวที่ 40 มติชน ก้าวสู่ ประเทศไทย 4.0”

468x60 ad on post page

Leave a Reply