ไปดูปลาแซลม่อนว่ายเข้ามาวางไข่ ที่อูโทโร เมืองเล็กชายเกาะฮ็อกไกโด

Acr1981269973960419957

                           อูโทโร (Utoro)  เป็นเมืองเล็กมากของญี่ปุ่น อยู่ทางชายฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะฮ็อกไกโด เกาะลูกเหนือสุดของญี่ปุ่น และอยู่ติดกับอุทยานแห่งชาติชิเรโตโกะ (Shiretoko Heritage National Park) ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ

                   บริเวณนี้เป็นดินแดนแสนไกลชายอาณาเขตตะวันออกเฉียง เหนือเชื่อมต่อเขตแดนทางทะเลกับรัสเซีย ไกลจากตารางทัวร์ฮ็อกไกโดที่คนไทยคุ้นเคย

                    ผมไปถึงที่นั่นตอนเย็นปลายฤดูใบไม้ร่วงต่อกับต้นฤดูหนาว พอนั่งรถใกล้ถึงเมืองอูโทโรก็เริ่มตื่นตาตื่นใจกับกวางหลายตัวที่เลาะเล็มใบไม้อยู่ข้างทาง  ส่วนด้านซ้ายมือรถพาวิ่งเลาะชายฝั่งทะเลโอโฮทส์ (Okhotsk) ชื่อเป็นภาษารัสเชี่ยน ยามเมื่อตะวันจะจากลาที่ปลายขอบฟ้ากลางทะเล งดงามยิ่งนัก

                  ไม่น่าเชื่อว่าจะมีเมืองเล็กขนาดนี้หลงเหลืออยู่ในญี่ปุ่น  เพราะพอทานอาหารเย็นเสร็จ ออกมาเดินเล่นหน้าโรงแรมแห่งเดียวของเมืองตอนสองทุ่ม ถนนเล็กๆทั้งสายเงียบสงัด มีรถยนต์ไดฮัตสุขนาดเล็กวิ่งผ่านมาคันเดียว ถึงจะตัวเล็กกระจิดแต่ก็เป็นรถขับเคลื่อนสี่ล้อไว้วิ่งตะกุยบนหิมะในหน้าหนาว วิ่งตรงไปจอดที่หน้าร้านสะดวกซื้อยี่ห้อญี่ปุ่นที่อยู่ใกล้กัน

                   พอรถคันนั้นวิ่งจากไป ถนนทั้งสายก็เงียบวางวาย ไม่มีแสงไฟของร้านอาหาร หรือแหล่งบันเทิงใดๆตามสไตล์คุณยุ่นให้เห็นแม้แต่ดวงเดียว

                 ความเล็กและห่างไกลของเมืองอูโทโรนั้น อยู่ในระดับที่ไม่มีเครือข่ายโทรศัพท์ระหว่างประเทศเข้าไปถึง การ์ดโทรศัพท์ญี่ปุ่นที่ใช้เสียบตู้โทรกลับเมืองไทยในสมัยนั้น ไม่มีตู้โทรศัพท์ให้เสียบในเมืองนี้

               อูโทโร คือเมืองเล็กในญี่ปุ่นที่สัมผัสอยู่กับธรรมชาติอย่างแท้จริง

 

                เช้ามืดวันรุ่งขึ้น ผมเดินฝ่าไอหมอกและอากาศหนาวเย็นไปที่ท่าเรืออูโทโรได้ภาพตะวันแรกทอแสงเหนือภูเขาผ่านลงท่าเรือมาฝาก  ชาวประมงหลายคนนำเรือวิ่งผ่านสันเขื่อนสู่ทะเลกว้างภายนอก เห็นคลื่นลูกใหญ่กระแทกสันเขื่อนเป็นฟองขาวกระจาย

                 อีกด้านหนึ่งของสันเขื่อน นกนางนวลบินมาเกาะอย่างโดดเดี่ยวอยู่ตัวเดียวไร้คู่ มีทะเลโอโฮทส์อันงดงามยามเช้าเป็นฉากหลัง

               บนเส้นทางจากท่าเรือสู่โรงแรม จะผ่านร้านขายเขากวางและผลิตภัณฑ์จากกวาง 2 ร้านติดกัน มีเขากวางจำนวนมากแขวนอยู่หน้าร้าน

 

                ธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ปรากฏที่ปากลำธารริมทะเลข้างโรงแรม ในเช้าวันนั้นฝูงปลาแซลม่อนกำลังว่ายทวนน้ำขึ้นไปวางไข่ที่ทะเลสาปบนภูเขา เห็นตัวปลาชัดเจนในน้ำใส เป็นภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจมาก แซลม่อนบางตัวว่ายแถกเข้ามาบนเนินลำธารติดตลิ่ง ใกล้จนเอามือลูบหลังมันได้

                เลยจากลำธารนี้ไปอีกไม่ไกลนัก จะเป็นปากแม่น้ำชื่อโออึมเนเบะสุ ชื่อแปลกๆอย่างนี้เป็นภาษาไอนุ ภาษาของชนเผ่าพื้นเมืองบนเกาะฮ็อกไกโดที่คนญี่ปุ่นเองก็ไม่เข้าใจความหมายและคำแปล  เลยจากปากแม่น้ำไปไม่ไกลนัก เป็นน้ำตกชื่อโอชินโคชิน บริเวณนี้อุดมด้วยหมู่ต้นไพน์สูงใหญ่  เรียกกันว่าฮ็อกไกโดไพน์

                      ปากแม่น้ำโออึมเนเบสุมีขนาดเท่ากับลำธารขนาดใหญ่ มีเขื่อนทำเป็นขั้นกระไดข้างตลิ่งให้นักท่องเที่ยวลงไปดูปลาแซลม่อนว่ายเข้ามาวางไข่ได้อย่างใกล้ชิด

                       ไม่ใช่แซลม่อนทุกตัวจะโชคดีได้กลับไปวางไข่ในถิ่นกำเนิดเสมอไป เพราะถึงแม้จะรอดจากกองเรือจับปลาแซลม่อนที่ดักตีปลาหน้าปากอ่าวในช่วงค่ำคืนมาได้ ตอนที่ว่ายแถกมาตามท้องลำธารตื้นๆ ก็จะโดนฝูงนกกินปลาและเหยี่ยวเวียนกันมาเลือกจิกคีบแซลม่อนไปกินตามใจชอบอย่างอิ่มหนำสำราญ ตัวแล้วตัวเล่า ไม่สิ้นสุด

                ซากแซลม่อนที่ถูกนกและเหยี่ยวจิกกินช่องท้องยังลอยติดตลิ่งให้เห็นอยู่หลายสิบตัว

                    พอเลยขึ้นไปตอนบนของลำธาร บางแห่งแซลม่อนต้องว่ายแถกกระเสือกกระสนทวนกระแสน้ำเชี่ยวกรากไต่ขึ้นขั้นกระไดหินของน้ำตกธรรมชาติสู่แอ่งน้ำเบื้องบน  ศัตรูตัวฉกรรจ์ที่รออยู่คือ “คูเม่” ในภาษาญี่ปุ่นหรือ “หมี” ที่คอยดักจับแซลม่อนตรงท้องลำธารตื้น หมีจะต้องกินแซลม่อนให้มากที่สุด ตุนไว้สร้างความอบอุ่นให้ร่างกายเพื่อสู้กับฤดูหนาวอันยาวนานและแสนทารุณของฮ็อกไกโด

                   เมื่อแซลม่อนตัวเมียรอดขึ้นไปวางไข่บนกอหญ้าก้นทะเลสาบบริเวณเดียวกับที่มันถือกำเนิด แซลม่อนตัวผู้จะเข้าไปฉีดเสปริมผสมน้ำเชื้อใส่ไข่เพื่อให้ไข่เจริญเติบโตเป็นตัวอ่อน 

                 แซลม่อนตัวพ่อและตัวแม่จะตายทันทีที่การวางไข่เสร็จสมบูรณ์ นั่นคือทั้งคุ่จะตายเมื่อตัวผู้ปล่อยน้ำเชื้อออกมาถึงหยดสุดท้าย จบสิ้นวงจรชีวิตสี่ปีเพียงแค่นี้

                   ส่วนตัวอ่อนจะใช้เวลาฟักตัวกินอาหารที่กระเปาะไข่จนหมด แล้วออกจากไข่ เป็นลูกปลาตัวเล็กเท่าหัวไม้ขีด ว่ายตามกระแสน้ำออกมาเจริญวัยแถบชายฝั่ง แล้วว่ายไปในมหาสมุทรแปซิฟิค หากินไปไกลถึงหมู่เกาะฮาวาย ก่อนจะว่ายกลับมาเกาะฮ็อกไกโดอีกครั้ง ย้อนเข้าสู่ลำธารเดิม ปากแม่น้ำเดิม ว่ายทวนน้ำขึ้นไปวางไข่ที่ก้นทะเลสาบแห่งเดิมที่ถือกำเหนิด แล้วจบวงจรชีวิต ณ ที่เดียวกับแหล่งกำเนิดของมันเมื่อสี่ปีก่อน

                    แม้จะว่ายออกไปหากินในทะเลกว้างแสนไกล แซลม่อนทุกตัวจะจำปากทางช่องลำธารเข้าที่กำเนิดของมันได้เสมอ ไม่ผันแปร ผิดเพี้ยน

 

                   ธรรมชาติยิ่งใหญ่ สรรสร้าง กำหนดวงจรชีวิต ลิขิตไว้ มิมีเปลี่ยนแปลง

468x60 ad on post page

Leave a Reply