เอ็มมานูเอล มาครง-ปรากฎการณ์ฝรั่งเศส

เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคมที่การเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งศสแบบตัดเชือก (Runoff)ระหว่างนายนายเอ็มมานูเอล มาครง (Emmanuel Macron)อายุ 39 ปีแห่งพรรค En Marche! หรือพรรคก้าวไปข้างหน้ากับนางมารีน เลอเปน (Marine Le Pen)แห่งพรรค Front National ที่มีแนวคิดชาตินิยมแบบขวาจัด  คะแนนเลือกตั้งตัดเชือกคราวนี้จะเรียกว่าชนะถล่มทลายก็ได้เพราะ

 ด้วยคะแนนเสียงมากถึง 66.06% จากผลการนับคะแนนในหน่วยเลือกตั้งทั้งหมด และได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการจากกระทรวงกิจการภายในของฝรั่งเศส ขณะที่นางมารีน เลอเปน คู่ชิงได้รับคะแนนสนับสนุน 33.94%

การเลือกตั้งครั้งนี้มีปรากฎการณ์ที่น่าสังเกตหลายประการจึงทำให้ทั่วโลกให้ความสนใจมากกว่าครั้งก่อนเพราะฝรั่งเศสกลายเป็นจุดศูนย์กลางของการก่อการร้ายของโลกโดยเป็นเป้าหมายของกลุ่มไอซิสที่ลงมือปฏิบัติการมาหลายครั้งจึงเป็นข่าวดังและมีการระมัดระวังกันทั่วโลก

ประการต่อมานายมาครงเหมือนกับนักการเมือง “ชายขอบ”ที่มาชิงชัยตำแหน่งประธานาธิบดีฝรั่งเศสอีกทั้งนายมาครงไม่ได้สังกัดพรรคใหญ่เช่น Les Républicains หรือ Partie Socialiste แม้ว่านายมาครงเป็นรัฐมนตรีเศรษฐกิจของพรรคสังคมนิยมมาก่อนการเลือกตั้งก็ตามแต่ไปตั้งพรรคใหม่ หรือพรรคออง มาร์เช (En Marche!) เพื่อทำตามความมุ่งมั่นของตัวเอง

 ประการที่สามนายมาครงเคยหาเสียงไว้หากได้รับเลือกตั้งเขาจะดำเนินการดังนี้  (1) การปฏิรูปกฎหมายแรงงาน (2) วางกฎเกณฑ์ด้านจริยธรรมที่เคร่งครัดมากขึ้นสำหรับนักการเมือง (3) ทำให้สหภาพยุโรป(อียู)เข้มแข็งมากขึ้น โดยให้ ฝรั่งเศสและเยอรมนี เป็นผู้นำต่อไป (4) ลดขั้นตอนสำหรับการจัดตั้งและดำเนินงานของบริษัท ช่วยเหลือธุริจขนาดกลางและขนาดย่อม( SMEs ) และ (5) ปฏิรูปโรงเรียนระดับประถมศึกษาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ประการที่สี่ เมื่อเป็นประธานาธิบดีที่ไม่มีส.ส.พรรคของตัวเองให้การสนันสนุนในสภา  ดังนั้นการเลือกตั้งทั่วไปส.ส.ฝรั่งเศสเดือนมิถุนายนนี้ เขาจะต้องนำส.ส.เข้ามาในสภาให้ได้ระว่าง 500-600 ที่นั่งจึงจะจัดตั้งรัฐบาลของตัวเองและควบคุมเสียงข้างมากในสภาได้ หรือไม่เช่นนั้น ก็ต้องเป็นรัฐบาลผสมกับพรรคการเมืองใหญ่ หากไม่เป็นพรรค Les Républicains ก็เป็นพรรค Partie Socialiste และถึงเวลานั้นหากเป็นรัฐบาลผสม อาจต้องจับตาดูนโยบายที่อาจมีการปรับเปลี่ยนไป เพราะพรรคการเมืองที่เขาจะร่วมน่าจะเป็นพรรคสังคมนิยมและต้องนำนโยบายพรรคสังคมนิยมไปใช้ด้วย ไม่เช่นนั้นจะไม่ได้รับการสนับสนุนเต็มที่

 นายมาครง วัย 39 ปี กล่าวหลังทราบผลการเลือกตั้งว่า ประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสได้เปลี่ยนหน้าไปแล้ว เขาต้องการให้หน้าที่พลิกไปนี้ เป็นหน้าแห่งความหวังและความไว้เนื้อเชื่อใจ เขารับรู้ถึงความเดือดดาล ความวิตกกังวล และความคลางแคลงใจที่คนฝรั่งเศสแสดงออกมาให้เห็น และรับปากจะใช้เวลาห้าปีในการรับตำแหน่งต่อสู้กับความ แตกแยกที่เป็นเครื่องบั่น  “จะให้หลักประกันความเป็นหนึ่งเดียวของชาติ ในเวลาเดียวกันก็จะปกป้องและคุ้มครองยุโรป”นายมาครงเน้น ก็ต้องจับตาดูบทบาทในการเป็นประธานาธิบดีของเขาต่อไป

468x60 ad on post page

Leave a Reply