Culture Shock ในไทย

privacy

ฉันกลับไปบ้านตัวเองไม่ได้อีกแล้ว…ผมได้บทความนี้มาจาก LINE ที่ส่งต่อกันมากเป็นข้อเขียนที่ดีมากสำหรับคนไปอยู่ต่างประเทศนานๆเช่นผมอยู่แอล.เอ.มา 35 ปี แล้วกลับมาเมืองไทย เรื่องที่คนเขียนขึ้นนี้ไม่แตกต่างไปจากเรื่องจริงที่ผมประสบ Culture Shock นี้เคยอ่านมานานแล้วช่วงปี 1980 ในนสพ.แอลเอไทมส์ที่เคยไปทำเรื่องชาวม้งลาวในเมืองเฟรสโนที่อพยพไปอยู่ในฐานะเป็นผู้ลี้ภัยอพยพหลังสงครามอินโดจีนสิ้นสุดลงในปี1975 โดยใช้สัญลักษณ์ไซ่ง่อนแตกเป็นอันสิ้นสุดสงคราม

สหรัฐต้องรับผู้ลี้ภัยอพยพเข้ามาอยู่ในประเทศตนประกอบด้วยคนจากเวียดนามใต้(ส่วนใหญ่เป็นคนเชื้อสายจีน),ชาวเขมร,ชาวลาวและม้งลาวหรือลาวภูเขา ผมเคยได้รับเชิญไปทำข่าวและดูงานที่เวียดนาม และเขียนหนังสือสารคดและจัดรวมเล่มชื่อ “จากฮานอยถึงโฮจิมินห์ซิตี้”มาแล้ว

คนม้งในเมืองไทยเรียกว่าชาวแม้ว ตอนลาวแตกเราจัดศูนย์อพยพขึ้นที่หนองคายมีชาวม้งอยู่ที่ศูนย์นี้ด้วยและเป็นชุดท้ายๆที่ถูกนำตัวไปอยู่สหรัฐ เพราะคนที่มีการศึกษาดีจะถูกเลือกไปก่อน  บางทีก็ปล่อยคนง่อยเปลี้ยเสียขาไว้ที่ศูนย์อพยพในไทย ใครที่ยังไม่ประสบปัญหาผู้อพยพอย่าเพิ่งนึกว่าเราไม่มีนุษยธรรม กว่าเราจะแก้ปัญหานี้ได้ก็ใช้เวลากว่า 10 ปี 

คนที่เหนื่อยมากๆช่วงนั้นคือท่านพล.อ.อ.สิทธิ เศวตศิลา เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ช่วงหลังท่านมาเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ ไม่เพียงแต่แก้ปัญหาผู้อพยพเท่านั้นท่านยังช่วยแก้ปัญหาเขมร 3-4 ฝ่ายในสหประชาชาติอีกด้วย

หันมายังชาวม้งหรือชาวแม้ว  มีวัฒนธรรมความเป็นอยู่บนภูเขา อาบน้ำปีละครั้งหรือ 2 ครั้งเมื่อมาอยู่สหรัฐก็เกิด Culture Shock เช่นมีห้องน้ำ-ใช้น้ำประปา,มีเตาแก๊สสำหรับหุงต้ม ฯลฯ  วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาต้องเรียกว่า “พลิกหน้ามือเป็นหลังตีน”ถึงขนาดนั้น

สำหรับข้อเขียนนี้ผมคิดว่าคนไทยที่ไปอยู่ต่างประเทศนานๆ เมื่อกลับมาจะเกิดลักษณะ Reverse Culture Shock ทุกคน เพราะทุกอย่างใหม่สำหรับเราโดยเฉพาะเรื่องระเบียบ วินัย การเข้าคิวต่อแถว ผมเคยตะวาดคนแซงหน้าผมและสอนให้ปเข้าคิวที่ตลาด  เทสโก้โลตัสมาแล้ว บางคนสตรีมีอายุหน่อยจะขึ้นเสียงกับผมๆก็บอกอย่างเดียวต้องไปต่อแถวคนหลังสุด เพราะทุกคนต้องรอคิว  หากไม่ต่อหลังสุดก็ไปแซงหน้าแถวอื่น ผมเสียงดังทำให้เธออับอายไม่กล้าโต้แย้ง เธอไปอยู่แถวอื่นและก็ต้องต่อท้าย

ในเมื่อผมตัดสินใจกลับแล้วก็ต้องทนได้กับสภาพใหม่ๆที่ตัวเองต้องพบ คือปรับสภาพของตัวเองให้ได้เพราะยังไงเราก็รับได้กับสภาพของบ้านเรา คนอื่นอาจปรับไม่ได้นะครับ แต่ละคนไม่เหมือนกัน

 ดังนั้นจึงขอบคุณคนที่เขียนและผู้นำขึ้นโพส เริ่มดังนี้ครับ….

Blog นี้เขียนที่ Starbucks Robertson Walk Singapore, เมื่อคืนผมไปดื่มกับสาวไทยวัยเดียวกันคนหนึ่งที่เพิ่งจะตัดสินใจ “เริ่มต้นชีวิตใหม่” ในประเทศนี้ หลังจากที่เรียนจบปริญญาโทที่ USA และใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นมาเป็นเวลานานหลายปี…

ก่อนจะเริ่มงานที่ใน Singapore, ผู้หญิงคนนี้กลับมาเยี่ยมบ้านที่เมืองไทยอีกครั้งและนั่งคิดเรื่องอนาคต

แต่สุดท้ายก็ล้มป่วยจนต้องพบจิตแพทย์

วินิจฉัยอาการออกมา ระบุว่าเป็น “Reverse Culture Shock”

เส้นประสาทชาครึ่งซีก, สภาพกึ่งอัมพาตและมีอาการร่วมของ “โรคซึมเศร้า”

Reverse Culture Shock คืออะไร…

เราได้ยินคำว่า “Culture Shock” บ่อยๆ, มันก็คือการรับไม่ได้กับความแปลกแตกต่างของประเทศที่เราไปอยู่

แต่สำหรับการกลับมาเจอ Culture Shock ในบ้านตัวเองนี่, ผมก็เพิ่งเคยได้ยิน

ความหมายของ Reverse Culture Shock หรือ “Own culture shock” บน WiKi ก็คือReturning to one’s Home culture after growing Accustomed to a new one can produce the same effects as Culture Shock, These are results from the psychosomatic and psychological consequences of the Readjustment process to the Primary culture”

สรุปสั้นๆ คืออาการทางจิตประสาทเกี่ยวกับการ “กลับมาปรับตัวให้เข้ากับสภาพบ้านเกิดอีกครั้ง”

และการปรับตัวครั้งนี้กลับยากกว่าการไปเจอ Culture Shock ในประเทศใหม่อย่างน่าประหลาดใจ, ดังงานวิจัยที่ว่า “The affected person often finds this more surprising and difficult to deal with than the original culture shock”

คำว่า “Reverse Culture Shock” มีใช้ครั้งแรกในหนังสือของ Thomas Wolfe ที่ชื่อ

“You Can’t Go Home Again”

ฉันกลับไปบ้านตัวเองไม่ได้อีกแล้ว…

ผมเองมีอาการ “หงุดหงิด” ทุกครั้งเหมือนกันเวลาไป Backpack ในประเทศโลกที่หนึ่งซึ่งคนจิตใจสูงกว่าบ้านเรา

เมื่อกลับมาไทยก็จะรู้สึกไม่ค่อยพอใจ, แต่ส่วนใหญ่ก็มักจะอยู่แค่ในระดับ”รำคาญ”

เพราะผมมักจะไปไม่นาน, เต็มที่ก็ 30 – 45 วัน [แม้จะไปอยู่กับ “Host” และใช้ชีวิตแบบคน Local ก็ตาม]

ทำไมคนไทยข้ามถนนบนทางม้าลายตามสิทธิของตนถึงถูกรถกดแตรด่า

ทำไมผู้หญิงเดินคนเดียวค่ำๆ จึงถูกวินมอเตอร์ไซค์ลวนลามหรือข่มขืน [และถือว่า “สมน้ำหน้า”]

ทำไมรถเข็นขายของจอดบนทางเดินเท้าและเลนจักรยานได้

ทำไมการเข้าคิวจึงเป็นเรื่องของคนโง่, การแซงคิวและเอาเปรียบคือสิ่งที่ต้องทำเพื่อความอยู่รอด

ทำไมรถเมล์จอดกลางถนน, ไล่คนลงกลางทางตามใจและขับแข่งกันได้จนสุดท้ายก็มีคนตาย

ทำไมคนที่อ้างว่า “จน” สามารถทำผิดกฏหมายได้ทุกข้อ

สุดท้าย, ผู้หญิงคนนี้ก็ “ป่วยหนัก” ในระดับที่ต้องพบจิตแพทย์และเจ้าตัวก็เพิ่งทราบว่าตนไม่ใช่คนแรกที่เป็น “Reverse Culture Shock” ในเมืองไทยแต่มีคนอีกจำนวนมากที่มีอาการคล้ายกันโดยไม่รู้ตัวเลยว่าตนเข้าขั้นอันตรายแล้ว…

อาการหนึ่งที่ทุกคนเป็นเหมือนๆ กันคือ “กลัวการข้ามถนน” ในเมืองไทย

และสาเหตุที่ทำให้ “Reverse Culture Shock” หนักกว่า “Culture Shock” ธรรมดาก็คือ…แทนที่จะแก้ไขพฤติกรรม, คนในประเทศ “บ้านเกิด” กลับไล่ให้ตน “ไสหัวไป”

เหมือนบ้านที่พ่อทุบตีแม่แล้วหลอกลูกว่า “ทุกบ้านก็ทำกัน, ครอบครัวอื่นมันจิตใจต่ำกว่าเราเยอะ !”

จนวันหนึ่งเด็กคนนี้ไปค้างบ้านเพื่อนและได้รู้ว่าพ่อคนอื่นที่จิตใจดีๆ ไม่ทำร้ายแม่กันหรอก

เมื่อกลับมาเล่าให้พ่อตนฟัง, กลับก็ได้คำตอบว่า “ถ้าบ้านอื่นดีกว่าก็ไสหัวไป”

ผมกับผู้หญิงคนนี้นั่งดื่มกันอยู่ราวสามชั่วโมงที่ Robertson Walk เพื่อคุยเรื่องงานใหม่ใน Singapore และเรื่องทั่วไปแต่ก่อนจะแยกย้ายกันกลับ, ผมก็ตัดสินใจถามเธอทิ้งท้ายว่า “แล้วจะกลับมาอยู่เมืองไทยอีกไหม ?”

มีรอยยิ้มเศร้าๆ กับคำตอบว่า “ไม่”

ตอนนี้ผู้หญิงคนที่ว่าเริ่มงานใหม่ในบริษัทหนึ่งใกล้ๆ กับ Raffles Place ที่ผมพัก

ตอนที่แยกย้ายกันกลับก็เกือบเที่ยงคืน, เราสองคนใช้วิธี “เดิน” กลางความมืดในระยะทางราวๆ 15 นาทีโดยที่รู้สึกว่า “บ้านเมืองนี้ปลอดภัย” และนี่ก็คือเหตุผลข้อหนึ่งที่ผู้หญิงคนนี้คิดว่า “จะกลับไทยทำไม” ในเมื่อตนเก่งพอจะอยู่ในสถานที่ที่ดีกว่า

ทำไมจะต้องกลับมาทนใช้ชีวิตในประเทศที่คนจิตใจต่ำ

ละเมิดกฏหมายทุกอย่างด้วยความเห็นแก่ตัว

ในวันที่ “Reverse Culture Shock”,

ฉันกลับไปบ้านตัวเองไม่ได้อีกแล้ว

และระหว่างทางเดินกลับที่พัก, ผมก็ได้คิดได้ถามอะไรตัวเองอะไรหลายอย่าง

ปีนี้เป็นปีที่ผมมี “Culture Shock” กับเมืองไทยเช่นกัน, แต่เป็นการ Shock ลึกๆ จากภายใน

สิบปีก่อน, ผมเคยคิดว่า “แม้แต่ฝรั่งก็อยากมาอยู่ไทย”

จนปีที่แล้ว, ผมมีแฟนเป็นสาวญี่ปุ่นและพามาบ้านเรา

Mayumi ตกใจมากที่เห็นร้านก๋วยเตี๋ยวข้างทางเทน้ำแกงทั้งหมดลงพื้นแล้วก็มีหนูกับแมลงสาบวิ่งกรูกันจากท่อขึ้นมากิน, เธอถามว่าผม “ที่เมืองไทยทำแบบนี้กันทุกร้านเหรอ ?” และ “แล้วถ้าคนลื่นล้มหรือติดเชื้อโรคขึ้นมาใครจะรับผิดชอบ ?”

ผมก็ไม่รู้จะตอบอย่างไร

แต่สิ่งที่ผมเรียนรู้ในคืนนั้นทำให้ “หายโง่”

ฝรั่งคนนั้นคนนี้ชอบเมืองไทย, อยากมาอยู่ที่นี่ก็เพราะ “เงิน” ในมือมีพลัง

ที่ประเทศนี้, ขอแค่มีรถแพงๆ ก็ขับชนคนตายง่ายๆ และโสเภณีก็หาซื้อได้ในราคาเท่ากับ Hot Dog ห้าอัน

ทานข้าวเสร็จโยนลงข้างถนน, คนอยากจอดรถซื้อของตรงไหนก็ไม่เป็นไร

แม้จะทำให้รถด้านหลังติดอีกร้อยคันก็ช่วยไม่ได้

แฟนสาวชาวญี่ปุ่นของผมตื่นตาตื่นใจในทุกสิ่งที่ “ทำไม่ได้ในประเทศตัวเอง”

แต่พอถามว่า “อยู่ที่นี่ตลอดไปเอาไหม ?”

คำตอบคือ “ไม่” เพราะพวกเขาแค่ชอบ “ความสกปรกชั่วคราว” ที่ทุกอย่างซื้อได้ด้วยเศษๆ เงิน

แต่ถ้าจะให้อยู่ที่นี่ตลอดไปก็ไม่เอา, เหมือนๆ กับที่เราอยากไปรู้อยากไปดูอยากไปเห็นว่า “คนในสลัม” มีชีวิตอย่างไรก่อนจะกลับมาอยู่ในบ้านสะอาดๆ

คำตอบซื่อๆ ของ Mayumi ทำให้ผม “Shocked”

เหมือนสิ่งที่คิดมาตลอดชีวิตมันเกิดจาก “การหลอกให้เข้าใจผิด”

[ทั้งที่จริง, ผมเองก็ทราบมาก่อนเพราะเดินทางมาก็เยอะพักกับ Host มาก็แยะและได้รู้จักกับสารพัดชาติใน Hostel ก็มากแต่การได้ฟังคำยืนยันง่ายๆ สั้นๆ ด้วยตัวเองมันต่างกันโดยสิ้นเชิงและผมก็ “Shocked” อย่างที่แม้แต่ตัวผมยังตกใจ]

คนที่ไปอยู่ไกลๆ อยากกลับไทยเพื่อจะได้นำสิ่งที่เรียนสิ่งที่เจอมาพัฒนา

แต่ก็เหมือนเด็กที่กลับมาบอกว่า “พ่อครับ, บ้านเพื่อนผมไม่มีใครทุบตีแม่เลย”

กับคำตอบว่า “อย่ามากระแดะ” และ “ถ้าที่นั่นดีกว่านักก็ไสหัวไป”

วันนั้นลูกก็ได้รู้ว่า “I Can’t Go Home Again” แล้วจริง

กรุงเทพฯและเมืองใหญ่ๆของเมืองไทยจะเกิดสภาพรถติดจำนวนมาก ประกอบกับไม่มีระเบียบวินัยในการใช้รถใช้ถนนจึงทำให้รถติดมากขึ้น

บนสังคมออนไลน์ และผู้ที่เห็นเหตุการณ์บริเวณหน้าสยามพารากอนตลอดทั้งวัน ซึ่งวันนี้( 3 กันยายน 2011)ตรงกับวันงาน dtac3G EXPO วันแรก เมื่อมีฝูงชนจำนวนนับพันคนมารอคิวซื้อโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน มีการประท้วง และแซงคิวกัน จนจราจรด้านหน้าห้างติดขัด ซึ่งดูสถานการณ์แล้วไม่ปลอดภัย (Privacy8452)

 

468x60 ad on post page

Leave a Reply