การเผชิญหน้าระหว่างโลก 2 โลก

บรรยากาศความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลีช่วงนี้…ดูๆ ชักจะไม่ได้อยู่ที่การวัดตัดสินว่าระหว่าง “คิมน้อย” กับ “ทรัมป์บ้า” ใครบ้ามาก บ้าน้อยไปกว่ากันอีกซักเท่าไหร่แล้ว เพราะไปๆ-มาๆ ผู้ที่ชักจะ “ใกล้บ้า” เข้าไปทุกที กลับกลายเป็นคุณพี่จีน และคุณน้ารัสเซีย ไปแทนที่!!! ด้วยเหตุเพราะการฮึ่มกันไป-ฮึ่มกันมา ระหว่างอเมริกากับเกาหลีเหนือ ท้ายที่สุด…มันกำลังถูกแปรสภาพให้กลายเป็นแรงกดดันต่อสองอภิมหาอำนาจ ผู้ร่วมจับมือยืนหยัด คัดค้าน ต่อต้าน “เผด็จการดอลลาร์” และ “ระเบียบโลกแบบขั้วอำนาจเดียว” มาโดยตลอด…
       
        พูดง่ายๆ…นับตั้งแต่คุณพ่ออเมริกา ฉวยโอกาสอาศัย “ความบ้า” ของ “คิมน้อย” เป็นข้ออ้างในการเข็นถาด หรือเข็น “ระบบป้องกันขีปนาวุธ ณ พื้นที่สุดท้ายในระดับสูง” (Terminal High Altitude Area Defense-THAAD) เข้าไปติดตั้งบริเวณพื้นที่สนามกอล์ฟบริษัท “Lotte” ในเกาหลีใต้ ตามข้อตกลงระหว่างสองประเทศนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว ดูจะส่งผลให้คุณพี่จีนออกอาการ “ใกล้บ้า” อย่างเห็นได้ชัดเจน คือขนาดยังไม่ได้ติดตั้ง…บรรดากุมารจีนทั้งหลายยังออกอาการประสาท ถึงขั้นต้องออกมารณรงค์ต่อต้านประกาศคว่ำบาตรบริษัท “Lotte” ที่มีสาขาอยู่ในเมืองจีนนับ 70-80 สาขา แต่เมื่อจู่ๆ…ด้วยการอาศัยบริการลูกบ้าของ “คิมน้อย” เป็นเงื่อนไข ข้ออ้างให้สามารถเข็นถาดเข้ามาจ่อหน้าปากประตู ประชิดติดกำแพงเมืองจีนกันถึงที่ โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีน อย่าง “นายเกิง ส่วง” (GengShung) จึงมิอาจอดรนทนได้อีกต่อไป ถึงขั้นต้องออกมาประกาศข้อเรียกร้องให้ทั้งเกาหลีใต้และสหรัฐฯ “ยุติปฏิบัติการระบบป้องกันขีปนาวุธชนิดนี้โดยทันที” แถมยังย้ำเอาไว้อีกด้วยว่า “เรา (จีน) พร้อมที่จะใช้มาตรการที่จำเป็นเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของเรา”…
       
        ไม่ต่างไปจากคุณน้ารัสเซีย…หลังจากได้รับทราบถึงการผ่านกฎหมายแซงชั่นเกาหลีเหนือฉบับใหม่ของสภาสหรัฐฯ หรือเรียกๆ กันว่า “Korea Interdiction and Modernization of Sanctions Act-CHR 1644” เมื่อช่วงวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ด้วยมติเป็นเอกฉันท์ระดับ 419 ต่อ 1 เสียง ประธานคณะกรรมาธิการกิจการระหว่างประเทศของสภาสูงรัสเซีย อย่าง “นายKonstantin Koschev” ตลอดไปจนรองนายกรัฐมนตรี “Yury Trutnev” ต่างออกอาการ “ใกล้บ้า” อย่างเห็นได้โดยชัดเจน คือถึงกับต้องออกมาประกาศว่า โดยเนื้อหาของกฎหมายสหรัฐฯ ฉบับนี้ แทบไม่ต่างอะไรไปจาก “การประกาศสงครามกับรัสเซีย” เอาเลยถึงขั้นนั้น โดยเฉพาะกรณีที่ได้มอบอำนาจให้กับเรือรบสหรัฐฯ ในน่านน้ำแปซิฟิกตะวันออกทั้งมวล สามารถเข้าควบคุม บังคับ ตรวจสอบเรือทุกๆ ลำ ตลอดไปจนถึงเมืองท่าริมทะเลต่างๆ ในย่านนี้ ด้วยเหตุผลข้ออ้างว่า เพื่อป้องกัน ขัดขวางใครก็ตาม…ที่ยังคงให้การสนับสนุน ติดต่อ ค้าขายกับ “รัฐแห่งการก่อการร้าย” อย่างเกาหลีเหนือนั่นเอง…
       
        ภายใต้กฎหมายแซงชั่นเกาหลีเหนือฉบับนี้…ย่อมส่งผลให้เส้นทางการเดินเรือ ตลอดไปจนเมืองท่าของรัสเซียหลายต่อหลายเมือง มีแต่จะต้องได้ผลกระทบอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ไม่ว่าเมืองท่า Vanino, Nakhodka,ไปจนถึง Vladivostok อันทำให้คุณน้ารัสเซีย ต้องออกอาการแบบเดียวกับคุณพี่จีน คือประกาศว่าหนีไม่พ้นคงต้องหาทาง “ตอบโต้อย่างเหมาะสม” เช่น “อาจต้องห้ามไม่ให้เรือสหรัฐฯ ทุกลำ เล็ดรอดเข้าไปในน่านน้ำรัสเซียได้โดยเด็ดขาด” เพราะไม่ใช่เพียงแต่รัสเซียเท่านั้น ที่ได้รับผลกระทบจากกฎหมายแซงชั่นฉบับนี้ บรรดาพันธมิตรของรัสเซีย ไม่ว่าอิหร่าน ซีเรีย โดยเฉพาะคุณพี่จีนที่พยายามก่อรูป ก่อร่าง ปั้นแต่ง “โครงการเปลี่ยนโลก” อย่าง “โครงการเส้นทางสายไหมทางทะเลแห่งศตวรรษที่ 21” ย่อมต้องพลอยได้รับผลกระทบมากบ้าง น้อยบ้าง ไปตามสภาพ…
       
        สรุปง่ายๆ ว่า…เอาไป-เอามาแล้ว “ความบ้า” ของ “คิมน้อย” กำลังถูกนำมาใช้เป็นเงื่อนไขข้ออ้างให้กับ “ทรัมป์บ้า” ได้แบบเน้นๆ เนื้อๆ ด้วยเหตุนี้…ไม่ว่าใครจะบ้ามาก บ้าน้อยไปกว่ากันก็ตาม แต่ที่แน่ๆ ก็คือ…การเผชิญหน้าทางทหารในคาบสมุทรเกาหลี มันชักไม่ใช่เป็นแค่เรื่องระหว่างสหรัฐฯ กับเกาหลีเหนือต่อไปอีกแล้ว แต่มันได้ถูกยกระดับให้กลายเป็น “การเผชิญหน้าระหว่างโลก 2 โลก” หรือระหว่าง “อภิมหาอำนาจ 2 ฝ่าย” คือ…ฝ่ายที่ต้องการจัดระเบียบโลกให้ตกอยู่ภายใต้ “ขั้วอำนาจเพียงขั้วเดียว” กับฝ่ายที่ต้องการเปลี่ยนแปลงระเบียบโลก ให้ตั้งอยู่บนพื้นฐานความร่วมมือของ “หลายขั้วอำนาจ” นั่นเอง…
       
        ดังนั้น…อะไรที่จะตามมาหลังจากนี้ มันจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับความบ้ามาก บ้าน้อย ระหว่าง “คิมน้อย” กับ “ทรัมป์บ้า” แต่เพียงเท่านั้น หรือไม่ใช่เรื่องของประเทศหนึ่ง ประเทศใด จะสามารถเจ๊าะๆ แจ๊ะๆ กันบนโต๊ะเจรจา โดยประเทศอื่นๆ ไม่จำเป็นต้องเข้าไปเกี่ยวข้องอีกต่อไปแล้ว แต่มันกำลังดึงดูดโลกทั้งโลก ให้ต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ว่าต้องการจะให้ “ระเบียบโลก” ในอนาคตข้างหน้า…เป็นไปในรูปไหน???

468x60 ad on post page

Leave a Reply