ทำไมคนไม่กล้ารับความจริง..

    ความจริงคืออะไร ความจริงคือสัจจะ แต่เราสามารถแยกออกเป็น 2 ระดับ คือความจริงโดยสมมติและความจริงโดยปรมัตถ์ พูดถึงความจริงมีการใช้คำ 3 คำ คือ ข้อเท็จจริง ความจริงและความเป็นจริง ความจริงหมายถึงความไม่เท็จไม่หลอกหลวง ลักษณะที่ตรงกับสภาพที่มันมีอยู่ในขณะนี้  ลักษณะที่ตรงกับสภาพที่เป็นอยู่ ในขณะพูดถึง การที่มีผู้รู้เห็นอะไร ตามสภาพที่เรียกว่า รู้เห็นตามความเป็นจริงคือไม่ผิดเพี้ยนหรือบิดเบือนไปจากของจริง  ความจริงมีหลายระดับ สมมติหรือระดับพื้นฐานที่เรียกว่า สมมติสัจจะ ไปจนถึงระดับสูงสุดหรือระดับจริงแท้ ที่เรียกว่าอริยสัจจ์ ซึ่งจำเป็นต้องสติปัญญา ในการทำความเข้าใจ การพูดถึงความจริง มีคำใช้ 3 คำ คือ ข้อเท็จจริง หมายถึงการรู้เห็นในสิ่งหนึ่งสิ่งใดยประจักษ์ทางประสาทสัมผัสทั้งห้า เป็นการรู้สิ่งที่มีอยู่เช่น เห็นรูป ฟังเสียง ได้กลิ่น ลิ้มรส และสัมผัส ข้อเท็จจริงสามารถนำไปใช้เป็นหลักฐาน ให้เกิดความจริงอย่างอื่นตามมาได้ด้วย หรืออาจกล่าวได้ว่า ข้อเท็จจริงคือความจริง เฉพาะหน่วยงานของสิ้งต่าง ๆ เป็นความจริงเฉพาะอย่าง ไม่เกี่ยวกับความจริงทั่วไป

      ความจริง หมายถึง ความจริงที่เป็นสากล เป็นสิ่งที่มีคุณสมบัติที่สอดคล้องกับธรรมชาติ ของความเป็นจริง เป็นความจริงที่สามารถพิสูจน์ได้ ตรวจสอบได้ ด้วยหลักแห่งเหตุผลได้เช่น ไม่มีมนุษย์คนใดอยู่ค้ำฟ้า ใครเป็นมนุษย์ไม่อยู่ค้ำฟ้า  น้ำบริสุทธิ์ประกอบด้วยอนุภาคสองส่วน ในสภาวะที่โลกมีแรงดึงดูด เทหวัตถุที่อยู่ในที่สูงเมื่อตกลงก็จะตกลงในที่ต่ำเสมอ จัดเป็นความจริงทั่วไปที่คนส่วนใหญ่มักทราบกันอยู่แล้ว

     ความเป็นจริง หมายถึงความจริงสูงสุด หรือ ความจริงสมบูรณ์ เป็นธรรมชาติแท้ๆ ของสรรพสิ่งตลอดทั้งโครงสร้าง กำเนิดและการพัฒนาของสิ่งนั้น กล่าวกันว่าสูงสุด นี้เป็นความจริงที่ตายตัว แน่นอนเป็นอมตะและเป็นนิรันดร์  เช่นสภาพของจักรวาล สภาพของของจิตวิญญาณ เป็นต้น จัดเป็นความจริงเชิงอภิปรัชญา ทีต้องใช้คำตอบเชิงเหตุผลหรือตรรกะในการอธิบาย ซึ่งยากแก่การเข้าใจของคนทั่วไป

    คำว่าความจริงในความหมายของวิชาความจริงของชีวิต จึงพยายามมุ่งหมายไปที่ความจริงในสองข้อแรกเป็นสำคัญ พุทธปรัชญาถือว่าโลกและปรากฏการณ์ธรรมชาติ ต่างๆ ที่เกิดขึ้น รวมถึงร่างกายของมนุษย์มีอยู่จริงโดยมิได้ขึ้นอยู่กับอำนาจสร้างสรรค์ทางจิตของมนุษย์เอง แม้จะไม่มีสิ่งใดมารับรู้ สิ่งเหล่านั้นก็ยังคงเกิดขึ้น แปรสภาพและเสื่อมสลายไปเช่นนั้น หากแต่มนุษย์มิได้เข้าไปเกี่ยวข้องรับรู้โลกหรือ ความจริงอย่างบริสุทธิ์ มนุษย์รับรู้โลกหรือความจริงเกี่ยวกับโลกผ่านทางประสาทสัมผัส จนเกิดเป็นประสบการณ์ และเกิดความคิดปรุงแต่งจนเป็นโลกที่ตนรู้จักนี่เอง ที่มนุษย์เชื่อว่าเป็นความจริงแท้  เรียกว่าสมมติสัจจะ ความจริงที่เป็นสมมติสัจจะนี้ แม้จะดำรงอยู่ ก็เป็นความจริงโดยสมมติ ไม่ใช้ความจริงแท้  กล่าวคือมันมิได้เกิดโดยตน เอง แต่เกิดขึ้นโดยอิงอาศัยความเป็นเหตุปัจจัยซึ่งกันและกัน ของปรากฏการณ์ต่าง ๆ  การประชุมกันของเหตุปัจจัยหลายอย่างทั้งรูปธรรม นามธรรม ซึ่งมนุษย์ไปยึดไปจับเอาเป็นาตัวเป็นตน และมนุษย์นั้นเอง ที่เป็นผู้ให้คำหมายแก่สิ่งต่าง ๆ และไปยึดถือเอาสิ่งนั้นเป็นจริง เป็นโดยสมมติ ว่าเป็นความจริงแท้  ทำให้มนุษย์มีวิถีการดำเนินชีวิตเกิดความรู้สึกสุขทุกข์ ไปตามความสำคัญมั่นหมายดังกล่าว

   ปรมัตถสัจจะ หรือความจริงแท้ ความจริงสูงสุด  ความจริงระดับนี้ อาจจะบอกได้ว่า มีอยู่หรือไม่มี  ลักษณะว่างคือว่างจากความเป็นจริง โดยไม่ต้องอาศัยสิ่งอื่นเช่นเดียวกับความความจริงในระดับสมมติสัจจะ คือเป็นไปตามกระบวนการของเหตุปัจจัย ซึ่งต้องพึ่งพิงอิงอาศัยกันและกันเกิดขึ้น ไม่มีลัษณะแน่นอนตายตัวหรือดำรงอยู่ได้ด้วยตนเอง ตามลำพังโดยไม่ต้องอาศัยสิ่งใด  ความรู้ ความเข้าใจสิ่งทั้งหลาย ตามความเป็นจริงในระดับสูงสุด ก็เพื่อให้เกิดรู้จักสิ่งทั้งหลายตามที่เป็นจริง การเข้าใจถึงความจริงแท้นี้ ทำให้เกิดความรู้เท่าทันไม่หลงยึดมั่นถือมั่น กับสิ่งทั้งหลาย และหลุดพ้นจากความทุกข์ จากการยึดมั่นสิ่งทั้งหลาย เป็นตัวเป็นตน ทำให้มองโลกตามความจริง การเข้าถึงความเป็นจริง วางท่าที่ถูกต้องต่อสิ่งต่างๆ มีจิตใจเป็นอิสระ และเกิดความสุขที่แท้จริง..

      หากแต่มนุษย์จะได้ตระหนัก รู้ถึงความผิดพลาดและความถูกต้อง ในการรับรู้ของตน มนุษย์ย่อมเกิดปัญญาที่จะรู้จักโลกและสิ่งทั้งหลายตามความจริง อันเป็นหนทางที่จะเกิดความทเข้าใจ ระหว่างกันในในหมู่มนุษย์และธรรมชาติทั้งหลาย ซึ่งแวดล้อมมนุษย์อยู่  ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ความจริง 2 อย่าง การคนหรือมนุษย์ไม่กล้ารับความจริง กลัวความจริง .. อันเกิดจากความไม่มั่นใจในสถานภาพความเป็นของตนเอง เช่น ผู้นำไม่กล้าเปิดเผยข้อมูลที่ถูกต้องให้ประชาชนรับทราบ เพราะกลัวว่า ถ้าประชาชนไม่พอใจจะเดือดร้อนในการบริหารราชการแผ่นดิน ต่างปกปิดข้อมูล หรือทำข้อมูลให้เป็นเท็จให้เป็นจริง  อยู่ไม่ได้นาน เมื่อบุคคลที่รู้ความจริง  จะมาโต้แย้ง นี้คือการหลอกหลวงประชาชน  ความเดือดร้อนก็จะเกิดขึ้น ดังมีคำพูดว่า ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย  แต่ถ้าใครพูดความจริงมีสิทธิตาย..  

    สาเหตุที่เป็นเช่นนี้คืออำนาจ สามารถดลบันดาลให้ผู้มีอำนาจทำได้ทุกอย่าง ใช้อำนาจในทางที่ผิด ผลเสียจะไปตกกับประชาชนในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงใม่ได้ ในสังคมปัจจุบัน ต่างปกปิดความลับของตนเองที่หลอกลวง หนุ่มสาวต่างไม่บอกความจริงของกันและการแต่งงานเกิดขึ้น อยู่กันยาก  ส่วนใครจะอยู่ในบนหลักฐานแห่งความเป็นจริงหรือในความเป็นเท็จ กรรมเท่านั้น ที่จะบ่งบอกถึงการกระทำของตนเอง ที่จะส่งผลต่อชีวิตของตนเอง ไม่มีใครจะหลีกเลี่ยงผลแห่งการกระทำของตนเอง  

    ตามหลักธรรมที่ว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว..  เราจะกลัวความจริงกันทำไม…?????

 

468x60 ad on post page

Leave a Reply