มนต์เพลงลูกทุ่ง คอนเสิร์ตดังแห่งปี

Acr1981269973960419957

มูลนิธิวงดุริยางค์ซิมโฟนีกรุงเทพฯ ร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรม จัดคอนเสิร์ตใหญ่ปีละ 6 ครั้ง หนึ่งในคอนเสิร์ตที่ประสบความสำเร็จสูงสุด ที่ต้องบันทึกไว้คือ  คอนเสิร์ต “มนต์เพลงลูกทุ่ง”

         วงดุริยางค์ซิมโฟนีกรุงเทพ ( Bangkok Symphony Orchestra) หรือ BSO นำเพลงลูกทุ่งที่โด่งดังในอดีต 25 เพลง มาให้วานิช โปตะวนิช วาทยากรผู้อำนวยเพลงในคืนนั้น กิตติคุณ สดประเสริฐ และวิจิตร์ จิตรรังสรรค์ เรียบเรียงเสียงประสานขึ้นใหม่ เพื่อให้เครื่องดนตรี 70 ชิ้น บรรเลงเพลงลูกทุ่งได้อย่างมีอรรถรสที่สุด

           เปิดรายการแสดงด้วยเพลงบรรเลง” King of Peace” ที่วานิช โปตะวนิช เป็นผู้ประพันธ์ แล้วเริ่มนำเสนอมนต์เพลงลูกทุ่งด้วยการขับร้องของ “ราชินีลูกทุ่งไทย” ผ่องศรี วรนุช  ด้วยเพลงที่ขึ้นต้นว่า “ แว่วเสียงรถด่วนขบวนสุดท้าย _ _ _ “ นั่นคือเพลง ” ด่วนพิศวาท ” เพลงที่ได้รับรางวัลกึ่งศตวรรษเพลงลูกทุ่งไทยพระราชทานครั้งที่ 2 ในปีพศ.2534

         ผ่องศรี วรนุชในวัย 74 ปี ช่างงามสง่า โดดเด่นเป็นยิ่งนัก เพียงก้าวแรกที่เธอเยื้องกรายออกมาบนเวที เสียงปรบมือต้อนรับก็ดังกึกก้อง และเมื่อเริ่มเสียงร้องสดใสประโยคแรก เสียงปรบมือก็ดังยิ่งขึ้นไปอีก แน่นอนเมื่อจบเพลง ย่อมมีเสียงปรบมือโห่ร้องกึกก้องยาวนานเป็นที่สุด

         ผ่องศรี วรนุช เป็นชาวชัยนาท เริ่มชีวิตนักร้องกับคณะละครเร่ ครูมงคล อมาตยกุล ที่รับผ่องศรีเข้าเป็นศิษย์ และได้พบกับครูเพลงอีกหลายท่านเช่นครูไพบูลย์ บุตรขัน ครูป. ชื่นประโยชน์ เมื่อผ่องศรีมีชื่อเสียงได้ตั้งวงดนตรี ผ่องศรี วรนุช ที่ได้ให้ความสนับสนุนนักร้องลูกทุ่งจนแจ้งเกิดหลายคน

       ผ่องศรี วรนุชเป็นนักร้องอมตะ ได้รับรางวัลมากมาย เช่น แผ่นเสียงทองคำพระราชทาน 2 ครั้ง ครั้งแรกในปี 2509 จากเพลง กลับบ้านเถิดพี่ และในปี 2522 จากเพลง โธ่ผู้ชาย

        ผ่องศรี  วรนุช ยังได้รับรางวัลเสาอากาศทองคำพระราชทาน 3 ปีซ้อน ปี 2518 จากเพลง กินข้าวกับน้ำพริก ปี 2519 จากเพลง เขามาทุกวัน ปี 2520 จากเพลง จันทร์อ้อน นอกจากนี้ ผ่องศรียังได้รับรางวัลเสาอากาศทองคำพระราชทานเป็นปีที่ 4 จากเพลง สาลิกาคืนถิ่น แต่ผ่องศรีได้สละสิทธิ์ไม่รับรางวัล ดังนั้น ในปีเดียวกันนั้น ผ่องศรี วรนุช จึงได้รับรางวัลพระราชทานพิเศษจากสมเด็จพระเทพฯ ในฐานะนักร้องลูกทุ่งหญิงเกียรติยศยอดเยี่ยม เพราะได้รับรางวัลเสาอากาศทองคำพระราชทาน 4 ปีต่อเนื่อง

                    เมื่อกึ่งศตวรรษเพลงลูกทุ่งไทยพระราชทานครั้งที่ 1 ปี 2532 ผ่องศรีได้รับรางวัลจากเพลง ฝากดิน ครั้งที่ 2 ปี 2534 ได้รับจากเพลง ด่วนพิศวาท และในปีเดียวกันนี้ ยังได้รับการประกาศเกียรติคุณพระราชทานจากสมเด็จพระเทพฯ ในฐานะนักร้องผู้ขับร้องเพลงใช้ภาษาไทยได้ถูกต้องและชัดเจน

                  และเหนืออื่นใดคือเกียรติยศสูงสุด ตำแหน่งศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดง ( ขับร้องเพลงลูกทุ่ง) ปี 2535  

                     การแสดงคืนนั้น  ผ่องศรี วรนุช กลับมาอีกครั้งกับเพลงของสุรพล สมบัติเจริญ ชื่อเพลง” ไหนว่าไม่ลืม” เรียกเสียงปรบมือโห่ร้องจากแฟนเพลงดังกึกก้องเมื่อจบเพลง

 

                    ศิลปินแห่งชาติอีกคนบนเวทีคืนนั้น คือ ชัยชนะ บุญนะโชติ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ขับร้องเพลงลูกทุ่ง) ปี 2541 ชัยชนะเป็นนักร้องเพลงลูกทุ่งเสียงดี สร้างสรรค์ผลงานเพลงฮิตมากมาย และยังมีความสามารถในด้านศิลปการแสดงภาคกลาง เช่น ลิเก ลำตัด เพลงอีแซว การแสดงตลก รวมทั้งการแต่งเพลง ชัยชนะได้สร้างนักร้องลูกทุ่งประดับวงการไว้หลายคน หนึ่งในจำนวนนั้นคือ ไวพจน์ เพชรสุพรรณ

                    ปัจจุบัน ถึงแม้จะอยู่ในวงการลูกทุ่งมานานถึงครึ่งศตวรรษ แต่ชัยชนะก็ยังรับงานร้องเพลงทั่วไป รวมทั้งงานทำขวัญนาค ที่รับมาหลายสิบปี

                    คืนนั้น ชัยชนะมาพบแฟนเพลง ด้วยเพลง “ล่องใต้” เพลงจากคำร้องและทำนองของ ครูพยงค์ มุกดา

                   และอีกเพลงที่นำเสนอในช่วงที่สองคือเพลง “สุดคลองบางกอกน้อย” เพลงแห่งความหลังที่เรียกเสียงปรบมือโห่ร้องยาวนาน กึกก้องจากผู้ชมในหอประชุม 

                    มาด้วยสาวหมอลำโด่งดังแห่งยุค บานเย็น  รากแก่น พร้อมด้วยทีมหางเครื่องสาวสวยอลังการในเพลง”งิ้วต่อนต้อน อ้อนผู้บ่าว”  บานเย็นเป็นชาวจังหวัดอุบลราชธานี คลุกคลีอยู่กับคณะหมอลำของคุณป้าหนูเวียง แก้วประเสริฐ หมอลำกลอนชื่อดัง ฝึกฝนทักษะการลำ และการร่ายรำท่าต่างๆ อย่างสวยงาม

                   บานเย็นออกแสดงหมอลำครั้งแรกเมื่ออายุ 14 ปี ด้วยน้ำเสียงมหาเสน่ห์ รูปร่างหน้าตาสะสวย ลีลาในการลำและร่ายรำที่ไม่เหมือนใคร ทำให้ทองคำ เพ็งดี พระเอกและเจ้าของคณะหมอลำรังสิมันต์ หมอลำหมู่ชื่อดังในขณะนั้น ได้มาชวนไปเป็นนางเอกของคณะ

                      ตอนอายุ 18 ปี บานเย็นได้ตั้งวงดนตรีลูกทุ่งหมอลำชื่อ คณะบานเย็น รากแก่น ออกแสดงทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่นฝรั่งเศส ออสเตรเลีย จนมีชื่อเสียงโด่งดัง ได้รับการยกย่องให้เป็นราชินีลูกทุ่งหมอลำประยุกต์

                 นอกจากนี้ บานเย็น ยังเป็นอาจารย์พิเศษวิชานาฏศิลป์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ได้รับปริญญากิตติมศักดิ์ ศิปศาสตร์มหาบัณฑิต สาขานาฏศิลป์และการแสดง จากมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี

                 และเหนืออื่นใด คือการได้รับเกียรติให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง(ขับร้องเพลงลูกทุ่ง)ประจำปี 2556 หลังจากการแสดงคอนเสิรต์ครั้งนี้

                    บานเย็นยังนำเสนอ 2 เพลงเอกในช่วงหลัง คือเพลง “วอนพี่มีรักเดียว” และ “น้ำตาหล่นบนที่นอน” ซึ่งสร้างความชื่นชมให้ผู้ชมเป็นอย่างยิ่ง

                     ศิลปินลูกทุ่งอีกคนที่ขึ้นเวที คือ กุ้ง สุทธิราช อาร์สยาม กุ้งเป็นพระเอกลิเก นักร้อง นิสัยดี การันตีทั้งความความดัง ความหล่อ ความน่ารัก ความมีเสน่ห์ และความสามารถรอบตัว

                     กุ้งเกิดในตระกูลลิเก เป็นลูกของพ่อแม่ที่เป็นพระเอกและนางเอกของคณะลิเกมาก่อน กุ้งเริ่มต้นด้วยบทตัวโจ๊กเด็กหน้าเวที และในที่สุดก็มารับบทเป็นพระเอก รวมทั้งการเล่นคอนเสิร์ตร้องเพลงหน้าเวทีด้วย

                 กุ้งมีโอกาสทำงานเพลงลูกทุ่งชุดแรก ด้วยอัลบั้ม “ขอเป็นพระเอกในหัวใจเธอถือเป็นเพลงลูกทุ่งเพลงแรกที่สร้างชื่อเสียง ทำให้พระเอกลิเกคนนี้ ก้าวขึ้นมาเป็นพระเอกลิเก-นักร้องลูกทุ่ง เต็มตัว

                   กุ้งได้รับรางวัลจากการประกวดร้องเพลงหลายรางวัล ปัจจุบันเป็นศิลปินในสังกัด อาร์สยาม มีผลงานเพลงชุดแรกจากอัลบั้มชื่อ เรี่ยมเร้เรไร และมีผลงานต่อมาอีกหลายอัลบั้ม

                    คืนนั้น กุ้งสุทธิราช มอบความบันเทิงให้ผู้ชมด้วยเพลง “ เทพีบ้านไพร” “ ขอเป็นพระเอกในหัวใจเธอ” และ “เรี่ยมเร้เรไร” ด้วยเสียงหวานออดอ้อนเป็นที่สุด

 

                  อรวี สัจจานนท์ ศิลปินหญิงเจ้าของฉายา “นักร้องเสียงระฆังแก้ว” เจ้าของรางวัลหลายรางวัล มาพบกับผู้ชมด้วยเพลง “ อันเป็นดวงใจ “ “ กุหลาบเวียงพิงค์” และ “ลานรักลั่นทม” เพลงเอกลูกทุ่งในอดีตแห่งความทรงจำ นำมาสู่ความชื่นมื่นอีกครั้ง

                   นอกจากนี้ยังมีนักร้องระดับชนะเลิศรางวัลหลายคนมาร่วมการแสดง เช่น พริมาภา กรโรจนชวิน ศุษณะ ทัศน์นิยม พัทธ์นิธาน ศรีเอี่ยม ธชย ประทุมวรรณ ซึ่งบางคนเพิ่งขึ้นเวทีเพลงลูกทุ่งเป็นครั้งแรกในงานนี้ แต่ทุกคนก็ไม่ทำให้ผู้ชมผิดหวังแต่อย่างใด

                   พวกเขาต่างช่วยกันนำเพลงลูกทุ่งแห่งความหลัง อันเคยโด่งดังในอดีต มาขับกล่อมให้ความบันเทิงแก่ผู้ชม เช่น “ยอยศพระลอ” “มนต์รักลูกทุ่ง” ”กระแซะเข้ามาซิ” “ฉันทนาที่รัก” ”สาวนาสั่งแฟน” ”ต้องมีสักวัน” ฯลฯ

                   นั่นเป็นคืนแห่งมนต์เพลงลูกทุ่งโดยแท้ เพราะนอกจากผู้ชมที่เป็นแฟนประจำของวง BSO แล้ว ยังมีแฟนเพลงลูกทุ่งพันธุ์แท้ตามมาร่วมรายการ พร้อมด้วยป้ายไฟ มอบช่อดอกไม้ และคล้องพวงมาลัยธนบัตรสีแดง สีม่วงและสีน้ำตาลให้กับศิลปินลูกทุ่งที่ตนชื่นชอบ พร้อมกับเสียงกรี๊ดโห่ร้องให้เหล่าศิลปินตลอดเวลา

                เป็นบรรยากาศที่ลงตัวระหว่างลูกทุ่งกับวงคอน

เสริต์ที่นานปีมีหน

                  ไม่ใช่งานง่ายที่จะหาคิวของนักร้องลูกทุ่งผู้โด่งดังหลายคนมารวมกันในคืนเดียว รวมทั้งการเรียบเรียงเสียงประสานเพลงลูกทุ่ง 25 เพลงให้วงซิมโฟนี่ ออร์เคสตร้ามาบรรเลงฉะนี้ เป็นงานที่ต้องใช้เวลาและความสามารถของผู้เรียบเรียงเสียงประสาน_ _สุดยอดฝีมือผู้จัด

                จึงเป็นความลงตัวของวงคอนเสิรต์กับเหล่าศิลปินลูกทุ่งและผู้ชมที่มีเพลงลูกทุ่งในหัวใจโดยแท้จริง

 

468x60 ad on post page

Leave a Reply