การขยายเวลาพำนักในประเทศไทยรวม 90 วัน ในกรณีเดินทางเข้ามารับการรักษาพยาบาล สำหรับกลุ่มประเทศสมาชิกคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) รวมทั้งกลุ่มประเทศ CLMV และจีน

Picture1

This is DHSS ฉบับวันที่ 14 เมษายน 2560

 สวัสดีท่านผู้อ่านที่น่ารักทุกท่าน กลับมาอัพเดทข่าวสุขภาพจากประเทศไทยโดยกรมสนับสนุนบริการสุขภาพกันอีกครั้ง สงกรานต์นี้มีโปรแกรมจะไปเที่ยว ที่ใดกันบ้าง หลายท่านก็คงมีแผนไปเที่ยวกันอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามกรมสบส. ขอให้ทุกท่านเที่ยวกันอย่างมีสติปลอดภัยไว้ก่อน ในวันนี้เราก็มีข่าวโครงการพิเศษในการอำนวยความสะดวกรองรับชาวต่างชาติมาอัพเดทกัน นั้นก็คือโครงการการขยายเวลาพำนักในประเทศไทยรวม 90 วัน ในกรณีเดินทางเข้ามารับการรักษาพยาบาล สำหรับกลุ่มประเทศสมาชิกคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) รวมทั้งกลุ่มประเทศ CLMV และจีน

เมื่อวันอังคารที่ 4 เมษายน 2560 เวลา 08.30 – 13.30 น. กรมสบส. ได้จัดการสัมมนา เรื่อง การขยายเวลาพำนักในประเทศไทยรวม 90 วัน ในกรณีเดินทางเข้ามารับการรักษาพยาบาล สำหรับกลุ่มประเทศสมาชิกคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) รวมทั้งกลุ่มประเทศ CLMV และจีน ณ ห้องประชุมสุพรรณิการ์ ชั้น 3 โรงแรมทีเค พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร โดยมี นายแพทย์วิศิษฎ์ ตั้งนภากร อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพให้เกียรติเป็นประธานเปิดงาน โครงการขยายเวลาพำนักในประเทศไทยรวม 90 วันฯนี้ เป็นโครงการที่อำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ป่วยชาวต่างชาติที่เข้ามารับการรักษาพยาบาลในประเทศไทย โดยการขยายเวลาพำนักเพิ่มเป็นไม่เกิน 90 วัน รวมผู้ป่วยและผู้ติดตามไม่เกิน 4 ราย เนื่องจากการรับการรักษาพยาบาลบางชนิดอาจจะต้องรับการรักษาอย่างต่อเนื่องและต้องใช้เวลานาน นอกจากนี้ยังส่งผลให้มีรายได้เข้าประเทศจากการที่มีคนเข้ามารักษาพยาบาล และเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันด้านระบบบริการสุขภาพในระดับสากลเพื่อนำไปสู่การพัฒนาเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ ทำให้ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ตามนโยบายประเทศไทย 4.0

ทั้งนี้ในการสัมมนามีการอภิปรายรายละเอียดของโครงการ ประเด็นความมั่นคง รวมทั้งการดำเนินในส่วนที่เกี่ยวข้องของแต่ละหน่วยงาน เช่น สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กองกองตรวจลงตราและเอกสารเดินทางคนต่างด้าว กรมการกงสุล และสำนักข่าวกรองแห่งชาติ เป็นต้น โดยมีวิทยากรเชี่ยวชาญจากหน่วยงานภาครัฐมาร่วมอภิปรายให้ความรู้ในโครงการ ได้แก่

1) ทันตแพทย์อาคม ประดิษฐสุวรรณ ผู้อำนวยการกองสุขภาพระหว่างประเทศ กรมสบส.

2) พ.ต.อ.นรินทร์ คำแก่น            ผู้กำกับการฝ่ายตรวจคนเข้าเมืองขาเข้า ท่าอากาศยาน  

                                                    สุวรรณภูมิ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง 2

3) พ.ต.อ.วิรัช ปังฉิม                  ผู้กำกับการ 2 กองบังคับการอำนวยการ   

4) พ.ต.ท.หญิงทิพวรรณ โยมา       รองผู้กำกับการ 2 กองบังคับการอำนวยการ

                                                         สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง 1

5) นายอรรคพันธ์ ฝาเงิน                นักการข่าวเชี่ยวชาญ สำนักข่าวกรองแห่งชาติ

6) น.ส.วราภรณ์ ชมพูนุทจินดา     นักการทูตปฏิบัติการ กองตรวจลงตรา

                                                       และเอกสารเดินทางคนต่างด้าว กรมการกงสุล

ในการสัมมนาได้มีการถาม-ตอบข้อสงสัยของผู้เข้าร่วมสัมมนา โดยมีข้อเสนอ ดังนี้

  1. กลุ่มประเทศ CLMV และจีน เสนอว่า ควรอนุญาตให้ผู้ถือบัตรผ่านแดน (Border pass) เนื่องจาก มีกลุ่มเป้าหมายบางส่วนให้ความนิยมใช้เอกสารดังกล่าวเดินทางผ่านด่านพรมแดน และขอให้พิจารณาอนุญาตให้สถานพยาบาลประเภทคลินิกเข้าร่วมในโครงการ เนื่องด้วยมีศักยภาพการให้บริการแก่กลุ่มประเทศเป้าหมาย โดยเฉพาะบริการทันตกรรม เสริมความงาม และการรักษาผู้มีบุตรยาก ปัจจุบันมีจำนวน 121 แห่ง
  2. กลุ่มประเทศ GCC ให้ใช้ขั้นตอนการดำเนินงานเดียวกันกับกลุ่มประเทศ CLMV และสาธารณรัฐประชาชนจีน กล่าวคือ ลดขั้นตอนกระบวนการหลักลง เพื่อให้สะดวกแก่ผู้ใช้บริการ ซึ่งเหลือกระบวนการหลักเพียง 5 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ผู้ป่วยติดต่อสถานพยาบาลเพื่อนัดหมาย 2) สถานพยาบาลกรอกข้อมูลผู้ป่วยใน Confirmation letter พร้อมทั้งจัดส่งให้ผู้ป่วย สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และกระทรวงสาธารณสุข 3) ผู้ป่วยนำเอกสารดังกล่าวมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ ณ ด่านตรวจคนเข้าเมือง และ 4) เจ้าหน้าที่ตรวจอนุญาตให้พำนักในราชอาณาจักรได้ไม่เกิน 90 วัน นอกจากนี้ได้มีการเปิดรับสมัครโรงพยาบาลที่สนใจเข้าร่วมโครงการเพิ่มเติมเพื่อภายหลังจะได้จัดทำเป็นประกาศรายชื่อสถานพยาบาลฉบับที่ 3 อีกด้วย โดยข้อเสนอดังกล่าวกรมสบส. จะได้นำเรื่องเสนอขอความเห็นชอบในที่ประชุมคณะกรรมการอำนวยการพัฒนาและส่งเสริมประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางด้าน Medical and Wellness Tourism ครั้งที่ 9/2559 แล้ว เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2560 ซึ่งเราจะนำเสนอให้ทราบความคืบหน้าฉบับต่อไป

ในการความอำนวยความสะดวกรองรับชาวต่างชาตินี้ กรมสบส. ก็หวังว่าชาวต่างชาติจะเข้ามารับบริการการการแพทย์ของประเทศไทยมากขึ้น และทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพระดับโลก ส่งผลให้ประชาชนชาวไทยมีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นสืบเนื่องต่อไป สำหรับฉบับนี้ขอจบเพียงเท่านี้ พบกันใหม่ฉบับหน้า สำหรับฉบับนี้สวัสดีจากปรเทศไทย

“This is DHSS”

Website :  http:// www.medicalhub.org

Facebook’s Fanpage : Medicalhub.TH

E-Mail  : this.is.dhss@gmail.com

 

 

468x60 ad on post page

Leave a Reply