Miscellaneous-841

misc

เหตุการณ์ทั้งภายในและภายนอกของรัฐบาลทุกวันทำให้พวกเราตื่นเต้นไปกับข่าวได้ทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นเดโมแครทหรือรีพับลิกัน เพราะว่าต่างฝ่ายต่างแก่งแย่ง กันเป็นประจำ สื่อฝ่ายเมนสตรีมก็พยายามเสาะแสวงหาข่าวในรูปแบบลบกรอกหูกรอกประสาทผู้เสพสื่อผู้เสพข่าวกันอย่างไม่หยุดยั้ง แม้กระทั่งฝ่ายเกมการเมืองเองก็พยายามเหลือเกินที่จะหาเรื่อง “ถอดถอน” โดนัลด์ ทรัมป์ ให้ออกจากตำแหน่งประธานาธิบดีให้ได้ โดยเฉพาะทางสภาล่าง มี ส.ส.หญิงแนนซี่ เปโลซี่ เป็นผู้นำเสียงข้างน้อย และสภาสูงก็มี ส.ว.ชัค ชูเมอร์ เป็นแกนนำเสียงข้างน้อย ซึ่งทั้งสองคนดังกล่าวมีหน้าที่ “ค้าน” แบบหัวยันฝาตลอด ไม่ว่าทางทำเนียบขาว หรือสภาคองเกรส ซึ่งมีรีพับลิกันคุมเสียงข้างมากจะเสนออะไรออกมา พี่สาวสภาล่างและน้องชายสภาสูงก็ออกมาค้าน แต่เสียงของทั้งสองก็อ่อนลงไปบ้างในเรื่องที่ ประธานาธิบดีทรัมป์ ได้ออกคำสั่งในฐานะที่เป็น “ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของทัพสหรัฐ” หรือ “Commander in Chief” สั่งถล่มฐานทัพอากาศซีเรียและเครื่องบินรบเสียหายอีกหลายเครื่อง

         ถึงแม้จะยอมกับเสียงประชาชนที่สนับสนุนคำสั่งของประธานาธิบดีสหรัฐครั้งนี้ แต่นักการเมืองทั้งสองฝั่งก็ออกมาตั้งข้อแม้ เหมือนกับว่า “ครั้งนี้จะยอมให้นะ แต่ถ้าจะออกคำสั่งที่ส่อไปในการประกาศสงครามละก็ ก็ต้องมารายงานให้สภาคองเกรสรับทราบ และอนุมัติกันก่อน” โดยเฉพาะ ส.ว.แรนด์ พอล จากรัฐเคนตัคกี้ ออกมาต่อว่า ว่าประธานาธิบดีทรัมป์ ทำไม่ถูกรูปแบบทุกวิธีทางเกมการเมือง คือไม่มาปรึกษารัฐสภาก่อนที่จะตัดสินใจทำอะไรลงไป!!!! คราวหน้าอย่าทำ! คราวหน้าอย่าทำ!

         มีข่าวออกมาเมื่อวันอังคารที่ 11 ที่ทางทำเนียบขาวออกมากล่าวหารัฐเซียพยายามกลบเกลื่อน และแก้ตัวปกป้องให้ซีเรียในเรื่องสังหารประชาชนของตนเองด้วยอาวุธสารเคมี ซึ่งมีชาวซีเรียรวมเด็กเล็กกว่า 80 คนเสียชีวิต และเมื่อวันอังคารเดียวกันอีก ทางทำเนียบขาวออกมาระบุว่า รัสเซียพยายามซ่อนเล้นบทบาทของ บาชา อัล-อัสซาด ประธานาธิบดีซีเรียในการจู่โจมประชาชนด้วยอาวุธเคมี เจ้าหน้าที่ในทำเนียบขาวบางคนคิดว่า รัสเซียอาจจะรู้เกี่ยวกับระเบิดสารพิษล่วงหน้าอยู่ก่อนแล้วก็ได้

         ข่าวเรื่องระเบิดนี้เป็นข่าวที่รัฐบาลทั่วโลกทั้งฝ่ายฝักใฝ่รัสเซีย และจีน ว่าสหรัฐจะเฉือนคอไก่ให้ลิงดูหรือเปล่า? โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คิม จอง อึม เผด็จการเกาหลีเหนือ

         โฆษกประจำทำเนียบขาวนายฌอน สไปเซอร์ มีงานเข้าเพราะปากไม่มีหูรูด ต้องรีบวิ่งออกมาขอโทษขอโพยที่ไปเปรียบเทียบ อัสซาด กับ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ โดยกล่าวว่า ฮิตเลอร์ “ยังไม่เคยคิดที่จะใช้อาวุธสารพิษ” หรือสารเคมีในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง จึงมีหลายกลุ่มออกมาค้านว่า ฮิตเลอร์ใช้ห้องประหารพ่นแก๊ซพิษสังหารชาวยิวไปหลายล้านคน เขากล่าวคำขอโทษชุมชนชาวยิว และอีกหลายๆกลุ่ม แต่เน้นว่า ความคิดเห็นของเขาเกี่ยวกับฮิตเลอร์ก็ไม่ควรนำเอามาเป็นเรื่องหันเหความสนใจจากความพยายามของทรัมป์เพื่อที่จะแก้ปัญหาความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลาง

         คงจำกันได้เมื่อคราวที่แคนดิเดทหาเสียงอยู่นั้น ความสัมพันธ์ระหว่างแคนดิเดททรัมป์ กับประธานาธิบดีปูติน นั้นดูเหมือนจะกล้ชิดกัน และเมื่อรัฐบาลทรัมป์ย้ายเข้าไปทำงานกันในทำเนียบขาวครั้งแรก ความสัมพันธ์ของสหรัฐดูกับรัสเซียดูเหมือนก็เป็นมิตรกัน และจากช่วงโน้นมาถึงช่วงนี้ รู้สึกว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจก็กระเถิบออกห่างกันทุกขณะ เรื่องนี้เราก็ต้องรอฟังข่าวจากรัฐมนตรีต่างประเทศ เร็กซ์ ทิลเลอร์สัน ซึ่งได้เดินทางไปเยือนรัสเซียอย่างเป็นทางการครั้งแรก

         ความสัมพันธ์ระหว่างกองบัญชาการหาเสียงของนอมินีทรัมป์ กับรัสเซีย วลาดิมีร์ ปูติน จนทำให้รัฐบาลโอบามา โดยเฉพาะกองบัญชาการหาเสียงของนอมินีฮิลลารี่ คลินตัน ต้องเปิดหูเปิดตาแอบฟังจ้องมอง ทางฝ่ายเดโมแครทจึงใช้หมายศาลภายใต้กฎหมายการสอดส่องดูแลข่าวกรองชาวต่างชาติ (และต่างประเทศ) – Foreign Intelligence Surveillance Act – สั่งให้เอฟบีไอสอดแนม คาร์เตอร์ เพจ – Carter Page – หนึ่งในคณะที่ปรึกษาฝ่ายรณรงค์หาเสียงของประธานาธิบดีทรัมป์ ก่อนช่วงการเลือกตั้งเมื่อปีที่ผ่านมา ทำให้มีเสียงซุบซิบและคำถามรอบๆทีมของทรัมป์ว่ารวมหัวกันกับรัสเซียแซกแซงในการเลือกตั้งหรือเปล่า? ซึ่งงานนี้ ทางเอฟบีไอกำลังมองเข้าไปในเรื่องนี้ว่าเป็นส่วนของการสอบสวน ที่ทางฝ่ายของทรัมป์กล่าวอ้างว่า เอฟบีไอ ไปเอาหมายศาลภายใต้กฎหมาย FISA เพื่อดักฟังการสนทนาของคาร์เตอร์ เพจ ก่อนที่จะได้หมายศาลอนุมัติให้ดักฟังการสนทนาของประชาชนได้

     ในกรณีนี้ ทางเอฟบีไอได้โต้แย้งในการดักฟังการสนทนาโดยกล่าวอ้างว่า การติดต่อของคาร์เตอร์ เพจ กับสายลับของรัสเซีย กับเรื่องลับอื่นๆ ถ้าผู้พิพากษายอมเซ็นอนุมัติ ก็หมายความว่าผู้พิพากษาเห็นชอบด้วยว่ามีหลักฐานเพียงพอที่คาร์เตอร์ เพจ อาจทำตัวเป็นสายลับให้กับรัฐบาลรัสเซีย แต่คาร์เตอร์ เพจ ออกมาปฏิเสธว่า “ไม่เป็นความจริง” และว่าเรื่องการสอดส่องดักฟังนั้น มันเป็นเรื่องของ “เกมการเมือง” มากกว่า คาร์เตอร์ เพ็จ ยงไม่ได้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดทางอาญาแต่อย่างใด และยังไม่มีการแถลงออกมาอย่างจริงจังไปว่า จริงๆแล้วทางเอฟบีไอค้นพบได้อะไรที่เป็นส่วนของการเป็นสายลับนี้

         เรื่องนี้สายลับอะไรนี่คงยังไม่จบลงง่ายๆ ถ้าทางฝ่ายเดโมแครทยังดื้อรั้นเอาความผิดกับทำเนียบขาว

         สำหรับ ฮิลลารี่ คลินตัน ก็คงจะรอดตัวไปแล้ว ได้ฟังและอ่านจากข่าวทางช่องฟ็อกซ์นิสว์ และนิวส์แม็กซ์ ที่ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ให้สัมภาษณ์ทางช่องฟ็อกซ์นิวสระบุว่า ฮิลลารี่ คลินตัน นั้น “กระทำความผิดทุกข้อหา” และผู้อำนวยการเอฟบีไอ เจมส์ โคมี่ย์ “ช่วยชีวิตเธอ” พร้อมกับการเปิดเผยของเขาว่า เขาจะไม่ติดตามเอาผิดเธอในคดีใช้เซอร์เวอร์อีเมล์ส่วนตัวและเรื่องของการจัดการกับข้อมูลข่าวกรอง ระหว่างการสัมภาษณ์มีคำถามตั้งขึ้นมาว่า ตำแหน่งทางรัฐบาลกลางยังว่างอยู่หลายร้อนตำแหน่ง และทำมัย เจมส์ โคมี่ย์ ซึ่งได้รับแต่งตั้งจากอดีตประธานาธิบดีโอบามา ซึ่งเขายังสามารถรั้งอยู่ในตำแหน่งได้

         ประธานาธิบดีทรัมป์ตอบว่า เขาให้ความยุติธรรมกับทุกคน ถึงแม้ว่า “ผอ.โคมี่ย์ นั้นดีกับฮิลลารี่ คลินตัน มากๆที่ผมบอกกับคุณได้เลยว่า ถ้าโคมี่ย์ไม่ดีกับคลินตัน ป่านนี้เธอถูกส่งตัวไปขึ้นศาลไต่สวนแล้ว” และเรื่องเกี่ยวกับการสอดส่องดักฟังของหอคอยทรัมป์ – Trump Tower – กับบทบาทของอดีตที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติ ซูซาน ไร๊ซ์ เกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็ไม่มีใครเชื่อคำพูดของเธอที่เธอขอให้เปิดเผยรายชื่อจากการสื่อสารเพื่อเหตุผลด้านความมั่นคงไม่ใช่จุดประสงค์เรื่องเกมการเมือง และกล่าวทิ้งท้ายว่ารัฐบาลโอบามาทำเรื่องเลวร้ายไว้หลายเรื่องจริงๆ

ข้อมูลรวบรวมจากหนังสือพิมพ์, วิทยุ, โทรทัศน์ และสื่อออนไลน์

 สอง รมว.ต่างประเทศ Rex Tillerson และ Sergey Lavrov ของรัสเซีย ต่างกล่าวว่า พวกเขาได้รับมรดก “ระเบิดเวลา” จากรัฐบาลโอบามา

 

468x60 ad on post page

Leave a Reply