ชัวร์ก่อนแชร์ : วิธีการตรวจสอบข่าว

privacy

การประชุมสมาคมวารสารศาสตร์ ธรรมศาสตร์ที่วังรี รีสอร์ท นครนายกเมื่อปลายเดือนมีนาคม 2017 นั้น ผมเคยเกริ่นว่าจะนำประเด็นทางวิชาการมาเสนอด้วยนั้น ที่ประชุมได้ประชุมเรื่องการส่งเสริมองค์ความรู้ด้านสื่อสารมวลชน  โดยแนวทางสมาคมวารสารฯจะร่วมกับกองทุนสื่อสร้างสรรค์ปลอดภัย จัดรณรงค์โครงการ “ชัวร์ก่อนแชร์” ให้กับนักศึกษาด้านสื่อสารมวลชน ผู้สื่อข่าวและปชช.ทั่วไป เพื่อสร้างเครือข่าย“ชัวร์ก่อนแชร์” โดยให้ความรู้ ให้อาวธุในการรู้เท่าทันสื่อสังคมออนไลน์ สร้างความตระหนักรู้ในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่างๆอย่างมีสติรอบคอบ

คุณเขมทัตต์ พลเดช นายกสมาคมฯและเป็นผู้อำนวยการใหญ่อสมท. มอบหมายให้กรรมการฝ่ายวิชาการ จัดทำ Proposal สำหรับการทำหลักสูตร เพื่อจัด Training  การ Research ให้สอดคล้องกับการตั้งศนูย์ “ชัวร์ก่อนแชร์” อสมท. และ ดำเนินการขอทุนจากกองทุนสื่อสร้างสรรค์ปลอดภัย จัดงานวิชาการ JC Speak out  ปีละ 1 – 2 ครั้ง โดยพฤศจิกายน 2560  จัดงาน   JC Speak out #2  ในที่ประชุมเสนอว่าประเด็นการเสวนาน่าจะเป็นเรื่อง “ชัวร์ก่อนแชร์”

                  การจัดงาน JC Speakout #1 จัดไปเมื่อปีที่แล้วที่ห้องอาหารแห่งหนึ่งในหอประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ผมไม่ได้ไปร่วมด้วยเพราะยังใหม่และยังไม่รู้จักใคร ปีนี้คิดว่าจะไปร่วมงาน เป็นงานดินเนอร์ ทอล์คโชว์,ร้องเพลงและการแสดงของบรรดานักแสดงที่เรียนจบไปจากวารสารศาสตร์  มธ.

คำว่า “ชัวร์ก่อนแชร์” ถูกนำมาใช้มากขึ้นในโลกออนไลน์โดยเฉพาะในโซเชียล มีเดีย อาทิเช่นใน LINE, Facebook , Twitter  และอื่นๆ คำว่าชัวร์ (Sure) หมายถึงความแน่ใจ มั่นใจและคำว่าแชร์ (Share)หมายถึงการแบ่งปัน สรุปแล้วก็คือข่าวหรือข้อมูลที่ได้มาจะต้องมีความแน่ใจว่าถูกต้องแท้จริงก่อนที่จะแบ่งปันให้ผู้อื่น เพราะโลกปัจจุบันนี้มีคำว่า ข่าวปลอม (Fake news) หรือมีความหลอกลวงเพื่อความตลกขบขับหรือมีเป้าหมายอย่างอื่นใด (hoax) ก็มาก

ในภาษาข่าวอาจจะเรียกว่าการปล่อยข่าวให้คนเข้าใจผิด (Misinformation) ไปถึงขั้นบิดเบือนข้อมูล (Disinformation) ก็มี

บุคคลที่ปล่อยข่าวนี้ออกมาต้องการให้ผู้คนสนใจและแชร์ข้อมูลออกไปเหมือนไฟลามทุ่ง หากทำได้เช่นนี้ก็ถือว่าสิ่งที่เขาต้องการประสบความสำเร็จ เป้าหมายของการปล่อยข้อมูลออกมามีทั้งต้องการให้คนเข้าใจผิด,เป็นเรื่องตลกขบขันเช่น April Fools’ Day  ที่มีการเล่นสนุก บอกว่าคนนั้นคนนี้เสียชีวิตแล้ว ทั้งๆไม่จริง

บางส่วนต้องการเงินเช่นเมื่อคลิกเข้าไปแล้วจะนำไปสู่โฆษณา เป็นต้น หรือบางอย่างต้องการให้ได้รับผลทางการเมืองเช่นการโฆษณาชวนเชื่อ

การปล่อยข่าวออกมาในอดีตอาจใช้วิธีการปากต่อปาก  ตามมาด้วยการปล่อยในสื่อไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ วิทยุและทีวี  ปัจจุบันนิยมปล่อยผ่านโซเชียล มีเดียมากกว่าเพราะประสบผลสำเร็จรวดเร็ว  อีกทั้งเป็นการยากที่จะหาตัวผู้ปล่อยข่าวเพื่อลงโทษได้ในข้อหากลั่นแกล้งและหมิ่นประมาท( libel or slander) เป็นต้น

โลกเป็นไปตามยุคสมัย ทุกวันนี้เป็นโลกยุคดิจิตอล การปล่อยข่าวย่อมทำได้รวดเร็วและเป็นวงกว้างมากจากทวีปหนึ่งไปสู่ทวีปหนึ่งได้ในพริบตาประเภทชั่วลัดมืดเดียวตามโซเชียล มีเดีย  กระนั้นก็ตามหากข่าวเป็นเรื่องดีก็ดีไป ส่วนข่าวไม่จริงหรือ Fake News ย่อมสร้างผลเสียตามมาในวงกว้างเช่นกัน

อย่าลืมว่าแต่ละสังคมมีกฎหมายป้องกันการลงเรื่องไม่จริง,การหมิ่นประมาทและอื่นๆ ในประเทศไทยร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฉบับใหม่ ผ่านการเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2559 และประกาศลงราชกิจจานุเบกษาแล้ว มีชื่อว่า “พระราชบัญญัติ ว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560” (พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ปี2560)

ในมาตรา 2 ของพระราชบัญญัตินี้ ระบุว่า ให้บังคับใช้เมื่อพ้นกําหนด 120 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา นั่นหมายความว่าจะบังคับใช้เริ่มวันที่ 16 เมษายน  2560 เป็นต้นไป

(รายละเอียด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 2560 http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2560/A/010/24.PDF)

การจัดตั้งเครือข่ายตรวจสอบข้อเท็จจริง

คำว่าข่าวไม่จริงนั้นทุกวันนี้ก็ยังกระจายไปทั่ว ดังนั้นทั่วโลกจึงร่วมมือกันจัดตั้ง เครือข่ายการตรวจสอบข้อเท็จจริงนานาชาติ(The International Fact-Checking Network =IFCN) ขึ้นมาในปี 2015 เครือข่ายนี้จะทำหน้าที่ร่วมกันตรวจสอบข้อเท็จจริง,มีการฝึกอบรมและตีพิมพ์ประมวลจริยธรรมพื้นฐาน

ต่อมาในปี 2017 มีการให้ยื่นใบสมัครและขั้นตอนการตรวจสอบองค์กรสื่อ,การทำภาพการ์ตูนถึงขั้นตอนการตรวจสอบเพื่อให้เข้าใจง่าย 

IFCN ดำเนินการโดยองค์กร Poynter Institute for Media Studies (เว็บไซต์อยูที่ www.poynter.org) บุคคลที่เป็นหัวขบวนชื่อ อเล็กซิโอส์ แมนท์ซาร์ลิส ( Alexios Mantzarlis) ซึ่งเข้าไปร่วมงานกัน Poynter องค์กรนี้ได้รับเงินสนับสนุนจากหลายฝ่ายประกอบด้วย Arthur M. Blank Family Foundation, the Duke Reporters’ Lab, the Bill & Melinda Gates Foundation, Google, the National Endowment for Democracy, the Omidyar Network, the Open Society Foundations และ the Park Foundation.

เป็นที่น่าสังเกตว่ากระทรวงการต่างประเทศสหรัฐก็เข้ามาเกี่ยวข้องผ่าน the National Endowment for Democracy และนายจอร์จ โซรอส ก็เข้ามาเกี่ยวข้องผ่านกองทุนสังคมเปิด the Open Society Foundations ที่ตัวเองเป็นผู้ก่อตั้ง

ตรวจสอบรายละเอียดก่อนแชร์

เพื่อทำให้ผู้คนเกิดความเข้าใจความเป็นมาของข่าวปลอม เริ่มต้นจึงให้แต่ละคนตั้งข้อสังเกตร่วมกันดังนี้

1.พิจารณาแหล่งข้อมูล (เพื่อให้เกิดความเข้าใจว่ามีจุดประสงค์ใด)

2.อ่านให้ละเอียด ไม่ใช่เพียงอ่านแต่หัวข่าวแล้วก็แชร์ ( เพื่อที่จะทำความเข้าใจกับเรื่องทั้งหมด ในภาษาไทยก็มีคำว่า ฟังไม่ได้ศัพท์จับไปกระเดียด)

3.ตรวจสอบผู้เขียน (ว่าเป็นนักเขียนจริงและเชื่อถือได้)

4.เข้าไปหาแหล่งข่าวเพิ่มเติมที่ให้การสนับสนุนบทความนั้นๆ (เพื่อสร้างความแน่ใจเพิ่มเติม) 

5.ตรวจสอบวันที่การตีพิมพ์ (เพื่อจะได้ทราบว่าข้อมูลที่นำเสนอนั้นทันสมัยหรือไม่ ไม่ใช่ตีพิมพ์มา 4-5 ปีแล้ว ก็ยังนำมาแชร์กันต่อ)

6.ตั้งคำถามว่าเป็นเรื่องตลกหรือไม่ (หากเป็นเรื่องตลกก็จะได้ทราบว่านั่นเป็นเรื่องล้อเลียนหรือต้องการถากถาง)

7.ตั้งคำถามกับตัวเองว่าตัวเองตัดสินกับเรื่องนี้อย่างไร เป็นจริงหรือเท็จ (เป็นการใช้วิจารณญาณเข้าไปตรวจสอบ)

8.สอบถามผู้รู้ หมายความว่าเมื่ออ่านเรื่องจบแล้วมีคำถามคาใจ ก็ให้ไปถามผู้รู้ (ผู้รู้อาจเป็นแพทย์ในหัวข้อเรื่องแพทย์ หรืออาจเป็นทนายความในเรื่องของกฎหมาย เป็นต้น)

                  หลักการทั้งหมดเป็นวิชาโดยตรงของข่าว ไม่ว่าจะเป็นข่าวหนังสือพิมพ์ วิทยุและโทรทัศน์ ก่อนที่จะนำเสนอจะต้องมีการตรวจสอบอย่างละเอียดเพื่อป้องกันความผิดพลาด เพราะหากผิดพลาดขึ้นมาจะทำให้สังคมเข้าใจผิด เกิดความโกลาหลและท้ายที่สุดก็จะมาตกอยู่กับสื่อเอง เพราะผู้เสพย์สื่อจะต้องหันกลับมายังสื่อนั้นๆว่าไม่ได้เสนอความจริง ไม่น่าเชื่อถือ

                  คือเครดิตของสื่อเองที่จะได้รับผลกระทบโดยตรง เหมือนเช่นคนกะล่อนและตอแหล คนเหล่านี้จะขาดความเชื่อถือในสังคม  หรือหากเทียบไปยังเครดิตด้านการเงิน ธนาคารก็จะตีออกมาว่า Bad credit ไม่ปล่อยกู้ หรือหากปล่อยจะต้องคิดดอกเบี้ยแพงแบบใช้เท่าไรก็ลำบาก

                  ดังนั้นจะต้องเป็นคนเที่ยงตรงไม่ว่าจะเป็นการพูดจาหรือเป็นการเสนอข่าว

สมาคมวารสารศาสตร์ มธ.เป็นแกนนำในการจัด “ครัวธรรมศาสตร์”บริเวณหน้าหอประชุมเล็กรวม 100 วันเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ให้ประชาชนทั่วไปกินฟรี ในภาพ ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีกำลังชิมอาหาร

JC Speak out ครั้งที่ 1 จัดขึ้นที่ห้องอาหารในศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2559 และจะมีการจัดอีกในปีนี้เป็นงานด้านวิชาการที่จะนำเรื่อง “ชัวร์ก่อนแชร์”ไปป็นหัวข้อพูดคุย

เขมทัตต์ พลเดช นายกสมาคมวารสารศาสตร์ มธ.และผู้อำนวยการใหญ่ อสมท.เดินหน้าทั้งงานของอสมทงและงานของสมาคมฯ

468x60 ad on post page

Leave a Reply