ทรัมพ์จะต้องมีหลักฐานกล่าวหาดักฟัง

เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2017 นายดอนัลด์ ทรัมพ์ ประธานาธิบดีสหรัฐทวีตออกมากล่าวหานายบารัค โอบามา อดีตประธานาธิบดีว่าสั่งให้มีการดักฟังที่ Trump Tower นิวยอร์ก ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ตึกทรัพม์เป็นศูนย์กลางการหาเสียงเลือกตั้งของนายดอนัลด์ ทรัมพ์  โดยทวีตเตอร์ของเขาสรุปได้ว่าประธานาธิบดีโอบามาได้ดักฟังโทรศัพท์ชองเขาในระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง เปรียบเสมือนคดีนิกสัน/วอเตอร์เกต เป็นคนที่แย่(หรือเจ็บป่วย)มาก ( How low has President Obama gone to tapp my phones during the very sacred election process. This is Nixon/Watergate. Bad (or sick) guy!) แต่คำกล่าวหาเช่นนี้กลับไม่มีหลักฐานใดๆมายืนยัน จึงอาจกล่าวได้ว่าเป็นการแก้ลำที่นายดอนัลด์ ทรัมพ์ ถูกระบุว่ามีการติดต่อกับรัสเซียรวมทั้งมีข้อกล่าวหาว่ารัสเซียเข้าไปแฮ็กอีเมลของฮิลลารี คลินตันในระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งอีกด้วย  แต่เรื่องนี้ก็ยงไม่มีข้อพิสูจน์ใดๆเช่นกัน

การเป็นประธานาธิบดีหรือตำแหน่งนำใดๆจะกล่าวหาใดโดยไม่มีหลักฐานไม่ได้ หรือในกรณีที่มีการดักฟังจริง นายทรัมพ์ในฐานะประธานาธิบดีในปัจจุบันก็ชอบที่จะให้เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริงว่ามีการดักฟังจริงหรือไม่ ช่วงเวลาใด วันที่เท่าใด  เพราะเมื่อมีการกระทำก็ย่อมมีการหาผู้ลงมือหรือหน่วยงานที่ลงมือได้  สหรัฐฯถือว่าเป็นสุดยอดของการดักฟัง การทำสงครามลับในทุกรูปแบบ มีทั้งหน่วยงาน CIA , FBI และหน่วยงานอื่นๆที่ไม่ยากหากจะมีการสอบสวนหาข้อเท็จจริงออกมาเพราะการดักฟังทางโทรศัพท์ถือเป็นเรื่องผิดกฎหมาย จะต้องนำตัวผู้ทำผิดมารับโทษ  ยกเว้นจะขออำนาจศาลเพื่อสืบจับด้านความมั่นคง,อาชญากรรม,ยาเสพติด,อิมมิเกรชั่นและ ฯลฯ โดยจะมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายรับผิดชอบยื่นเรื่องขออำนาจศาลเหมือนขออำนาจให้ศาลออกหมายจับ เป็นต้น

                  ขณะที่หนังสือพิมพ์นิวยอร์ก ไทมส์ วันที่ 5 มีนาคมอ้างแหลงข่าวเจ้าหน้าที่ระดับสูงว่านายเจมส์ โคมีย์ ผู้อำนวยการเอฟบีได้ทำเรื่องไปยังกระทรวงยุติธรรมให้ออกเผยแพร่ปฏิเสธการกล่าวหานายบารัค โอบามาว่าดักฟังโทรศัพท์นายดอนัลด์ ทรัมพ์ ระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง  หนังสือพิมพ์รายงานด้วยว่านายทรัมพ์ไม่มีแหล่งข่าวใดยืนยันว่ามีการดักฟังโทรศัพท์  แต่จากการสืบหาของหนังสือพิมพ์ Washington Post พบว่าเมื่อวันที่ 3 มีนาคมสำนักข่าวขวาจัด  Breitbart News ได้โค้ดคำพูดของ Mark Levin เป็นคนออกมาพูด จากนั้น Breitbart News ก็กระจายข่าวนี้ออกไปทั่วทำเนียบขาวก่อนที่นายทรัมพ์จะทวีตออกมา (อนึ่งนายสตี๊ฟ แบนนอน ปัจจุบันเป็นหัวหน้าฝ่ายยุทธศาสตร์ของนายทรัมพ์ประจำทำเนียบขาว เคยเป็นผู้อำนวยการ Breitbart News มาก่อน)

เมื่อสหรัฐอเมริกาได้ประธานาธิบดีที่ “ปากเสีย” ไม่มีหลักฐานแต่ชอบกล่าวหาไปเรื่อยเหมือนเช่นการมีปัญหากับหนังสือพิมพ์ที่ระบุว่าหนังสือพิมพ์เสนอข่าวปลอมหรือ Fake News การกล่าวหานางแองเจลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนีว่าไปรับผู้ลี้ภัยอพยพเข้ามาอยู่ได้อย่างไร ทั้งๆที่เป็นมติจากที่ประชุมระดับสหประชาชาติที่ต้องรับผู้อพยพในสงครามตะวันออกกลางเข้ามาพักพิงหนีตาย หนีความอดอยาก ฯลฯ เพราะจะว่าไปแล้วทั้งสหรัฐอเมริกาและยุโรปผ่านองค์การเนโต้เป็นผู้ทำสงครามปราบปรามการก่อการร้ายในซีเรีย,อิรักและที่อื่นๆจนทำให้เกิดผู้อพยพทิ้งถิ่นฐาน  เป็นปัญหาที่ผู้ก่อเวรก่อกรรมจะต้องรับผิดชอบเหมือนที่เคยรับผิดชอบจากสงครามเวียดนามมาแล้ว

กรณีการกล่าวหาดักฟังโทรศัพท์ไม่เพียงแต่จะทำให้นายโอบามาเกิดความเสียหายเท่านั้น แต่เชื่อว่าเป็นการดิสเตรดิตพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามนั่นคือพรรคเดโมแครตด้วยเช่นกัน  เรื่องนี้สังคมอเมริกันทั้งมวลจะต้องช่วยกันหาทางแก้ไข ไม่งั้นรัฐบาลดอนัลด์ ทรัมพ์ คงไม่มีเวลาบริหารงานสำคัญของประเทศเพราะมัวแต่เอาเรื่องไม่เข้าท่ามาเปิดเผยและถกเถียงกัน ในที่สุดก็ไม่มีอะไรในก่อไผ่


 

468x60 ad on post page

Leave a Reply