จุดประสงค์ของการเรียนพุทธประวัติ ตอนที่ 2

   เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เจ้าชายสิทธัตถะหลังจากได้สละราชสมบัติ ตัดพระเมาลีที่ฝั่งแม่น้ำอโนมานที่บวชเป็นฤษี ได้เรียนจบทั้งสองสำนัก บรรลุฌาณที่ 8 ก็ทรงเห็นว่าไม่ใช่ทางบรรลุทางพ้นทุกข์ ตามที่ตั้งใจไว้ กระดาษหมดพอดี มาต่อตอนที่ 2  

   หลังจากนั้นพระองค์เสด็จไปที่แม่น้ำเนรัญชราในตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ในปัจจุบันเรียกว่า ดงคสิริ เมื่อบำเพ็ญทุกรกิริยา โดยขบฟังด้วยฟัน กลั้นใจและอดอาหาร ทดลองอดอาหารมาเป็นเวลา 6 ปี ก็ยังไม่พบทางพ้นทุกข์ จึงเลิกบำเพ็ญทุกรกิริยา หันมาบำรุงพระวรกายโดยปกติ ตามพระราชดำริว่า “เหมือนสายพิณ 3 สายที่มีเสียงไพเราะได้ต้องขึงพอดีจึงจะได้เสียงที่ไพเราะ” 

    ในช่วงนั้นพระอินทร์เสด็จลงมาจากสวรรค์ได้ทรงดีดพิณถวาย พิณสายหนึ่งขึงไว้ตึงเกินไป พอถูกดีดก็ขาดผึงออกจากกัน จึงพิจารณาเห็นทางสายไว้ตึงเกินไป พอถูกดีดก็ขาดผึงออกจากกัน จึงพิจารณาเห็นทางสายกลางว่าเป็นหนทางที่จะนำไปสู่พระโพธิญาณได้ ระหว่างที่ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา ปัญจวัคคีย์  มีพราหมณ์ 5 คน คือ โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานาม อัสสชิ มาคอยปรนนิบัติพระองค์โดยหวังว่าจะได้บรรลุธรรมวิเศษ มาคอยดูแลหวังจะได้บรรลุธรรมบ้าง เมื่อพระองค์เลิกบำเพ็ญทุกรกิริยา ปัญจวัคคีย์ทั้งหมดจึงหมดศรัทธาพากันหนีไปอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี (ตำบลสารนาถ) ขณะนั้นพระองค์มีพระองค์มายุได้ 35 พรรษา ในวันที่ตรัสรู้ นั้น นางสาวสุชาดาเป็นธิดาของเศรษฐีที่รับซื้อข้าวเปลือกทั้งเมือง ใครมีข้าวนำมาขายให้เศรษฐีบิดาของนางสาวสุชาดาซึ่งเป็นคนสวยมาก มีหนุ่มต่างเมืองแวะไปเวียนมาแอบดูบ้างจนเลือกไม่ถูก ประเพณีชาวอินเดีย ผู้หญิงต้องไปขอผู้ชาย ต้องสินสอดทองหมั้นหลายหมื่นหลายแสนรูปี ไม่รู้จะเลือกใครดี เลยต้องอธิษฐานว่า “ถ้าข้าพเจ้า ได้แต่งงานกับผู้ชายที่สกุลเสมอกันและมีบุตรชาย จะได้นำข้าวมธุปายาสมาถวาย คือข้าวที่กวนด้วยน้ำนม น้ำผึ้ง น้ำอ้อย

    ตามพุทธประวัติกล่าวว่า หลังจากคำอธิษฐานของนางสาวสถุชาดาสำเร็จ ได้เตรียมข้าวมธุปายาส โดยให้นางทาสี ทาสา คนใช้ คอยตระเตรียม เมื่อสำเร็จนางสุชาดาก็นำข้าวมธุปายาสพร้อมที่ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ขณะออกจากบ้านเหลือบไปเห็นนักบวชนั่งอยู่ใต้ต้นไทรยังไม่รู้ว่าเป็นใคร คิดอย่างเดียวคือต้องนำข้าวมธุปายาสไปถวาย ดีใจมาก คำอธิษฐานสำเร็จ พระองค์ทรงข้าวมธุปายาส จากนางสาวสุชาดา ทรงเสวยจำนวน 49 ก้อน ทรงลอยถาดทองคำในแม่น้ำเนรัญชรา ทรงอธิษฐาน เสี่ยงพระบารมี ว่า “ถ้าอาตมาภาพจะได้ตรัสรู้แก่พระปรมาภิเษกสัมโพธิญาณแล้ว ขอให้ถาดทองนี้ จงลอยทวนกระแสน้ำขึ้นไป ” ถาดทองนั้นลอยทวนกระแสน้ำขึ้นไป 1 เส้นแล้วก็จมลงตรงนาคภพพิมานแห่งพญากาฬนาคราช พระองค์ทรงโสมนัสและแน่พระทัยว่า จะได้ตรัสรู้ เป็นพระสัพพัญญูสัมพุทธเจ้า โดยหาความสงสัยมิได้  ในช่วงเย็น โสติยพราหมณ์  ได้นำหญ้าคาจำนวน 8 กำ มือ ปูลาดเป็นอาสนะ ณ โคนต้นโพธิ์ ตำบลอุรุเวลสาเสนานิคม ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตำบลพุทธยา ประเทศอินเดีย ทรงตั้งพระทัยแน่วแน่ว่าจะบรรลุโพธิญาณ ประทับหันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก ทรงบรรลุรูปฌาณทั้ง4ชั้น แล้วสติปัญญาพิจารณาจนเกิดความรู้แจ้งคือ

  • เวลาปฐมยาม ทรงบรรลุ ปุพเพนิวาสานุสติญาณ คือ ความรู้เป็นเหตุให้ระลึกชาติได้
  • เวลามัชฌิมยาม ทรงได้บรรลุจุตูปปาตญาณ ทิพย์จักษุญาณคือ รู้เรื่องเกิด- การตายของสัตว์ทั้งหลายว่า เป็นไปตามกรรมที่ตนกระทำไว้
  • เวลาปัจฉิมยาม ทรงได้อาสวักขยญาณ คือ การบรรลุฌาณ ทำให้สิ้นอาสวะหรือกิเลส หมายตรัสรู้อริยสัจ 4คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค

   เมื่อพระองค์ทรงตรัสรู้เห็นแล้ว จึงละอุปทานและตรัสรู้ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ดังที่ท่านพุทธศาสนิกชนได้เรียนรู้เรื่องราวต่าง ๆ ประวัติความเป็นมาของพระพุทธเจ้า เป็นเจ้าของพระพุทธศาสนา เป็นผู้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาสอนพวกชาวพุทธได้ดวงตาเห็นธรรมแสงสว่าง รวมทั้งหมดถึงปัจจุบันนี้ 2560 ปี กว่า

   หลังจากพระองค์ทรงตรัสรู้แล้วเหตุการณ์จะเป็นอย่างไร คอยติดตามตอนที่ 3 ต่อไป

468x60 ad on post page

Leave a Reply