การประชุมเพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาระบบประกันอุบัติเหตุสำหรับชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าสู่ประเทศไทย (Personal Accident Fee)

Picture1

This is DHSS ฉบับวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2560

 สวัสดีท่านผู้อ่านที่น่ารักทุกท่าน กลับมาอัพเดทข่าวสุขภาพจากประเทศไทยโดยกรมสนับสนุนบริการสุขภาพกันอีกครั้ง เมื่อฉบับวันที่ 27 มกราคม 2560 เราได้อัพเดทบทความ เรื่อง สรุปการประชุมคณะกรรมการอำนวยการพัฒนาและส่งเสริมประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางด้าน Medical and Wellness Tourism ครั้งที่ 8/2559 กันไป ในวันนี้เราจึงได้นำข่าวการดำเนินงานตามมติของคณะกรรมการอำนวยการดังกล่าวมาอัพเดทกันต่อ ก่อนอื่นมาเริ่มกันที่มติของการประชุมคณะกรรมการอำนวยการฯ ในเรื่องของการพัฒนาระบบประกันอุบัติเหตุสำหรับชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าสู่ประเทศไทย (Personal Accident Fee) ที่เราจะนำมาพูดคุยวันนี้กัน ซึ่งที่ประชุมมีมติ ดังนี้

  1. การออกกฎหมาย เห็นควรดำเนินการปรับปรุงกฎหมาย ออกกฎกระทรวง ประกาศ หรือระเบียบอื่นใดที่เกี่ยวข้องภายใต้พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 เพื่อกำหนดให้ชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าสู่ประเทศไทยมีการซื้อประกันอุบัติเพื่อคุ้มครองตนเองในลักษณะภาคบังคับ
  2. การซื้อกรมธรรม์ เห็นควรให้ชาวต่างชาติสามารถซื้อกรมธรรม์จากภาคเอกชนได้ตามความสมัครใจ ทั้งจากประเทศต้นทางหรือที่มีจัดจำหน่ายในประเทศไทย ทั้งนี้ อัตราและวงเงินความคุ้มครอง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด และเห็นควรให้ประสานสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย เพื่อกำหนดรูปแบบ สิทธิประโยชน์ วงเงินความคุ้มครอง และช่องทางการจัดจำหน่ายที่มีความเหมาะสม

กรมสบส. จึงดำเนินการจัดประชุมเพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาระบบประกันอุบัติเหตุสำหรับชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าสู่ประเทศไทย (Personal Accident Fee) เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2560 เวลา 13.30 – 16.30 น. ณ อาคารกรมสบส. กระทรวงสาธารณสุข โดยมี ทันตแพทย์อาคม ประดิษฐสุวรรณ ผู้อำนวยการกองสุขภาพระหว่างประเทศ เป็นประธานการประชุม ในการพิจารณา 1) แนวทางการปรับปรุงกฎหมาย หรือออกกฎกระทรวง ประกาศ หรือระเบียบที่เกี่ยวข้อง  2) รูปแบบกรมธรรม์และวิธีการจัดจำหน่ายที่มีความเหมาะสม มีองค์ประชุม ประกอบด้วย สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง/กรมการกงสุล กระทรวงต่างประเทศ/กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา/สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย/สมาคมโรงพยาบาลเอกชน/สำนักข่าวกรองแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยที่ประชุมมีมติดังนี้

 

มติการประชุม

ลักษณะการดำเนินการ

หน่วยงานที่รับดำเนินการ

แนวทางการพัฒนาระบบประกันอุบัติเหตุ จัดให้มีการออกกฎหมายในลักษณะสภาพบังคับแก่ผู้ถือหนังสือเดินทางที่ได้รับอนุญาตให้พำนักในราชอาณาจักรไทยเป็นการชั่วคราวเพื่อการท่องเที่ยว กระทรวงสาธารณสุขเสนอคณะกรรมการอำนวยการฯ เพื่อให้เห็นชอบเสนอ ครม.
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง อาศัยความตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ทั้งนี้ให้ยกเว้นแก่เด็กที่มีอายุต่ำกว่าสองปีตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย กระทรวงมหาดไทย

กระทรวงสาธารณสุข

ผู้ที่ได้รับการยกเว้น – ผู้ถือหนังสือเดินทางทูต

– ผู้ถือหนังสือเดินทางราชการของต่างประเทศ

– ผู้ถือบัตรผ่านแดน

– ผู้ได้รับการตรวจลงตราเพื่อการศึกษาผู้ได้รับการตรวจลงตราประเภทอยู่ชั่วคราวประเภท Non Immigrant-B

– บุคคลที่มาจากประเทศที่มีความตกลงยกเว้นการตรวจลงตรากับประเทศไทย

– กลุ่มที่ได้รับการยกเว้นอื่นๆ (กำหนดในชั้นคณะทำงาน)

สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง

กระทรวงมหาดไทย

กระทรวงสาธารณสุข

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆ

  – มีคุ้มครองเฉพาะกรณีอุบัติเหตุ

– ปรับรูปแบบกรมธรรม์ให้สอดคล้องกับมติที่ประชุม

– พิจารณาขยายความคุ้มครองไปถึงข้อยกเว้นบางประการอันเกี่ยวเนื่องมาจากความประมาท การกระทำผิดกฎหมาย การกระทำโดยเจตนา

(ที่ประชุมให้รับไปศึกษาหากจะขยายความคุ้มครองในกรณีฉุกเฉิน)

สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย(คปภ.) ดำเนินการปรับรูปแบบของกรมธรรม์ให้สอดคล้องกับมติที่ประชุม
ระยะเวลาความคุ้มครองของกรมธรรม์ จะคุ้มครองตามจำนวนวันโดยเฉลี่ยจากสถิติคนเข้าเมือง

 

สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง รับไปดำเนินการคำนวณ   วันโดยเฉลี่ย
การเบิกจ่ายค่าสินไหมทดแทน ให้เบิกจากกรมธรรม์นี้เป็นลำดับแรก คปภ. พิจารณาวิธีการเบิกจ่ายที่เหมาะสม
กรมธรรม์สำหรับใช้ในการตรวจลงตราแบบใช้ได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง ให้ คปภ. รับไปศึกษากรมธรรม์ที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่ขออนุญาตออกนอกราชอาณาจักรและกลับเข้ามาในราชอาณาจักร โดยได้รับการตรวจอนุญาตและให้มีอายุของกรมธรรม์ต่อเนื่องจากอายุเดิมที่คงเหลือ คปภ.
การกำหนดโทษ การตรวจอนุญาตผู้โดยสารขาออก กรณีที่พบว่าชาวต่างชาติผู้นั้นไม่มีกรมธรรม์ประกันอุบัติเหตุ หรือมีแต่หมดอายุความคุ้มครอง

สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

โดยแต่ละหน่วยงานรับไปดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง พร้อมจัดส่งข้อมูลกลับมายังฝ่ายเลขานุการภายในสัปดาห์ที่สองของเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อจัดทำเป็นบทสรุปเชิงนโยบาย สำหรับเสนอคณะกรรมการอำนวยการพัฒนาและส่งเสริมประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางด้าน Medical and Wellness Tourismในการประชุมเดือนเมษายน 2560

เป็นโครงการที่เป็นประโยชน์และให้ความสำคัญกับประเทศไทยจริงๆ ในฉบับหน้ามาติดตามกันต่อกับการดำเนินงานโครงการสำคัญตามมติคณะกรรมการอำนวยการพัฒนาและส่งเสริมประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางด้าน Medical and Wellness Tourism สำหรับฉบับนี้ขอจบเพียงเท่านี้ พบกันใหม่ฉบับหน้า สำหรับฉบับนี้สวัสดีจากปรเทศไทย

“This is DHSS”

Website :  http:// www.medicalhub.org

Facebook’s Fanpage : Medicalhub.TH

E-Mail  : this.is.dhss@gmail.com

 

468x60 ad on post page

Leave a Reply