“ดนตรีในสวน” ที่บัญชี จุฬาฯ

Acr1981269973960419957

 เมื่อเย็นวันที่ 16 ก.พ. 2560 ได้ไปชมงาน “ดนตรีในสวน” ของนิสิตคณะพาณิชยศาสคร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในธีมชื่องานว่า “Music In The Park 2017 In Our Loving His Majesty King Bhumibol ธ สถิตในดวงใจ ชาวบัญชีนิรันดร์”
                    ผมไปชม”ดนตรีในสวน” ที่บัญชีจุฬาฯในฐานะพี่เก่าบัญชีจุฬาฯรุ่นที่ 27 น้องใหม่ปี 2509 รุ่นเดียวกับอาจารย์วิชัย พรรณเชษฐ์ หรือ อ.โต อาจารย์ภาควิชาการตลาดผู้มีดนตรีในหัวใจ นอกจากสอนทางวิชาการแล้ว อ.วิชัยยังให้ความสนับสนุนฝึกสอนด้านการดนตรีและขับร้องแก่นิสิตบัญชีจุฬาฯมายาวนาน
                   ตัวอ.วิชัยเองก็เป็นนักร้องวง ICU BAND หรือวง OLD CU BAND ขึ้นร้องบนเวทีหอประชุมจุฬาฯในงานที่ระลึกวันทรงดนตรี 24 ก.ย. ของทุกปี
                   ผมไปร่วมงาน”ดนตรีในสวน”ของบัญชี จุฬาฯตั้งแต่ยุคแรกๆสมัยที่ยังเล่นกันอยู่ที่ลานข้างหอประชุมบัญชี เป็นเพื่อนร่วมรุ่นคนเดียวที่มาให้กำลังใจ อ.โต จวบจนหลายปีหลังที่ย้ายมาแสดงที่ลานแยมโร มีเพื่อนร่วมรุ่นมาให้กำลังใจอ.โตครั้งละราวสิบกว่าคน
            ลานแยมโรอยู่ที่บริเวณหัวตึกหนึ่ง แต่ก่อนสมัยที่ผมเรียน บริเวณนี้เป็นสนามหญ้า มีซุ้มของนิสิตกรุ๊ฟต่างๆใช้นั่งกันตอนว่างจากการเรียน ต่อมามีการปรับปรุงสถานที่ ปูพื้นเป็นวงกลม เหมือนแยมโรล เลยได้ชื่อเฉพาะว่าลานแยมโรล
                    การบรรเลง “ดนตรีในสวน” เปิดการแสดงอย่างเรียบง่ายตอนบ่าย 4 โมงครึ่ง ใช้พิธีกรเวที 2 คู่ พิธีกรนี้ได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้ประกาศและดำเนินรายการสถานีวิทยุกระจายเสียงตามสาย Shi Radio ที่ออกอากาศจากชั้นใต้ดินตึกหนึ่งทุกเที่ยงวัน เป็นนิสิตปีที่หนึ่งและปีที่สอง
                   พอเรียนจบ ก็ไปสอบใบอนุญาตเป็นผู้ประกาศทางวิทยุและทีวีได้เลย
                   เริ่มด้วยเพลงถวายราชสักการะรัชกาลที่ 9 ด้วยเพลง “รูปที่มีทุกบ้าน” เป็นการเปิดการแสดงอย่างยิ่งใหญ่ด้วยการนำเสนอบทเพลงไพเราะจากวงดนตรีไทย “เภตรา” และวงดนตรีสากล “BANdSHI” บรรเลงสอดประสานกัน เพลงนี้ประพันธ์เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เนื่องในโอกาสที่ทรงเจริญพระชนม์พรรษา 80 พรรษา  5 ธ.ค. 2550
             ตามมาด้วยเพลง”ผู้ปิดทองหลังพระ” จากฝีมือการประพันธ์และขับร้องของแอ๊ด คาราบาว เนื่องในโอกาสที่ทรงเจริญพระชนม์พรรษา 7 รอบ เมื่อ 5 ธ.ค. 2554
            เพลงต่อมาคือเพลง “ของขวัญจากก้อนดิน” และตามมาด้วยเพลง “รักเพื่อพ่อ”
              แล้วก็ถึงเวลานำเสนอเพลงพระราชนิพนธ์ 3 เพลงติดต่อกัน เริ่มด้วย บทเพลง “ใกล้รุ่ง” เพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ 4 ต่อด้วยเพลง “ชะตาชีวิต” เพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ 5 ปิดท้ายด้วยเพลง “แสงเดือน” เพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ 27 ความพิเศษของบทเพลงนี้คือท่วงทำนองที่ชดช้อย อ่อนหวาน สง่างาม เหมาะสำหรับประกอบการเต้นบัลเล่ต์ จึงได้พระราชทานให้อัญเชิญไปประกอบการแสดงบัลเล่ต์ในงานสมาคมนักเรียนเก่าอังกฤษฯ
                    ทั้ง 3 เพลงขับร้องโดยน้องใหม่ปีหนึ่งและนิสิตปีสอง ไพเราะยิ่งนัก
             ต่อไปเป็นเพลง “ยิ้มสู้”เพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่16 พระราชทานให้เป็นกำลังใจแก่คนตาบอด ต่อมาด้วยเพลง “Oh I Say” เพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่21 ปีพ.ศ.2498 มรว.เสนีย์ ปราโมช ประพันธ์เนื้อร้องภาษาอังกฤษ เพลงนี้ไม่มีเนื้อร้องภาษาไทย ส่วนเพลงที่สามคือ เพลงจากภาพยนตร์เรื่องพรจากฟ้า คือเพลง “ยามเย็น” เพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ 2 แต่พระราชทานให้ครูเอื้อ สุนทรสนาน นำออกบรรเลงสู่สาธารณชนเป็นเพลงพระราชนิพนธ์เพลงแรก
                       ทั้ง 3 เพลงนี้นอกจากการนำเสนอด้วยเสียงร้องที่ไพเราะอ่อนหวานแล้ว ยังมีการเต้นประกอบจากพาร์ตแดนซ์BANdSHI ที่เต้นได้พลิ้วไหวน่ารัก เรียกเสียงปรบมือได้กึกก้อง
                    จากนั้นเริ่มเป็นไฮไลท์ของงาน”ดนตรีในสวน”คือการบรรเลงร่วมประสานระหว่างวงดนตรีBANdSHI และวงดนตรีไทยเดิมเภตราในเพลง “ส้มตำ” เพลงพระราชนิพนธ์เพลงแรกในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี ที่ทรงพระราชนิพนธ์ทั้งเนื้อร้องและทำนอง
              มีการรำเซิ้งของน้องใหม่ฝ่ายนาฏศิลป์เภตราประกอบเพลงส้มตำได้สวยงามมาก มีควันไอซ์ลอยอยู่โดยรอบ
                      ฟังเพลงส้มตำแล้วถ้ารู้สึกหิว ด้านตรงข้ามเวทีมีซุ้มอาหารของนิสิต มีมาม่าเกาหลี ลูกชิ้นปิ้ง น้ำหวาน อิตาเลี่ยนโซดา และวุ้นหลอดให้อุดหนุน แถมยังมีซาลาเปาและน้ำดื่มมาบริการแจกฟรีด้วย
                ต่อไปเป็นการนำเสนอแบบ Medley เพลงพระราชนิพนธ์ 3 บทเพลงต่อเนื่องกัน เริ่มด้วยเพลง” I Think of You” หรือเพลง”สายลม” เพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ 25 ปีพ.ศ.2500 บรรเลงครั้งแรกในงานของสมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกาฯ
                       Medley เพลงที่สองคือ “No Moon” หรือ “ไร้เดือน” เพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ 39 และเพลง Old Fashioned Melody เพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ 38 ทั้งสองเพลงนี้ทรงพระราชนิพนธ์ทำนองและเนื้อร้องภาษาอังกฤษด้วยพระองค์เองในปี พ.ศ.2508 และยังเป็นเพลงรักที่พระราชทานให้สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์
                    ทั้ง 3 เพลงนี้มีลีลาเต้นประกอบ 3 คู่อย่างสวยงามมาก แถมท้าย Medley ชุดนี้ด้วยเพลงพระราชนิพนธ์ “แสงเทียน” เพลงนี้วงBANdSHI นำมาบรรเลงในสไตล์ Jazz มีการเดี่ยวกีต้าร์นานมาก เรียกเสียงปรบมือยาวนาน
                    ต่อด้วยการบรรเลงร่วมระหว่างวงดนตรีสตริงคอมโบBANdSHI (เขียนให้อ่านออกเสียงว่าบาน-ชี) กับวงดนตรีไทยเดิม เภตราในเพลง “อาทิตย์อับแสง””(Blue Day)” เพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ 8 ทรงพระราชนิพนธ์ที่สวิสเซอร์แลนด์ เป็นบทเพลงที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯทรงขับร้องก่อนที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร.9 จะพระราชทานพระธำมรงค์หมั้น
                  ตามมาด้วยเพลงที่สองในแบบ Medley คือเพลง “Still on My Mind”เพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ 37 ทรงพระราชนิพนธ์ทั้งทำนองและคำร้องภาษาอังกฤษด้วยพระองค์เอง
                   Medley ชุดนี้นำเสนอแบบลาตินในทำนองแซมบ้า วง BANdSHI โชว์ เป่าแซกโซโฟน ส่วนวงเภตราโซโล่ด้วยขิม เรียกเสียงปรบมือกึกก้อง
                   ต่อไปเป็นอีกเพลงสุดยอดไฮไลท์ของค่ำคืนนี้ คือเพลง “มาร์ราชวัลลภ” เป็นเพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ 7 พระราชทาน เป็นเพลงประจำกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ ใช้ในพิธีสวนสนาม
                   ความสำคัญของกรมมหาดเล็กรักษาพระองค์คือ เคยมีสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช 3 พระองค์ในสมัยรัตนโกสินทร์เป็นผู้บังคับการกรม ก่อนจะขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ คือ ร.5, ร.6 และ ร.10
             ส่วนเพลงมาร์ชราชวัลลภ คือหนึ่งในเพลงพระราชนิพนธ์ที่วง เวียนนา ซิมโฟนี ออร์เคสตร้าเคยบรรเลงที่เวียนนา เมื่อปีพ.ศ.2507 แล้วผู้ชมทั้งหอประชุมต่างพร้อมใจยืนขึ้นปรบมือตามจังหวะเพลง
                  ปกติเพลงมาร์ราชวัลลภจะบรรเลงโดยวงโยธวาทิตหรือวงออร์เคสตร้า แต่รายการดนตรีในสวน นำเสนอด้วยการบรรเลงสอดประสานจากวงไทยเดิมกับวงสตริงคอมโบ้เป็นครั้งแรกในเมืองไทย เป็นฝีมือการอะเร้นจ์ขั้นเทพของอ.วิชัย พรรณเชษฐ์และการฝึกซ้อมอย่างแข็งขันของน้องๆบัญชีจุฬาฯ
                   มาร์ชราชวัลลภในค่ำคืนนั้นจึงให้จังหวะลีลาที่หนักแน่นลึกซึ้ง เร้าใจ
ยอดเยี่ยมที่สุด ผู้ชมต่างพากันปรบมือตามจังหวะเพลง ด้วยความชื่นมื่นหัวใจ
                     เมื่อเพลงจบลง ผมยืน standing ovation ปรบมือให้น้องๆแห่งวงBANdSHI และวงเภตราด้วยความรู้สึกชมชื่นเต็มตื้นในหัวใจ
         ต่อจากนั้นเป็น 3 เพลงเทิดพระเกียรติคือ เพลง”ต้นไม้ของพ่อ”” ด้วยรักของพ่อ” และ “ลูกขอสัญญา”
         จากนั้นเป็นเพลง “ความฝันอันสูงสุด” เพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ 43 ปี 2514 ประพันธ์คำร้องโดยท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค ประกอบด้วยลีลาบัลเล่ย์จากพาร์ตแดนซ์BANdSHI งดงามที่สุด
            เย็นย่ำค่ำลงแล้ว ถึงเวลาอ่านบทกวีและจุดเทียนเพี่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช แสงเทียนพลิ้วไหวในสายลมเอี่อยอ่อนปลายลมหนาว
                    วงดนตรีทำเพลง “ในหลวงของแผ่นดิน” แล้วต่อด้วยเพลง “สรรเสริญพระบารมี”
             แต่การแสดงยังไม่สิ้นสุดเพราะจะต้องอำลาด้วยเพลง “พรปีใหม่” เพลงพระราชนิพนธ์เดือน ธ.ค.2494 พระราชทานให้วงดนตรีส.จ.ม. และวงสุนทราภรณ์ เป็นพรจากฟ้าที่ประทานให้ทวยราษฏร์ทุกคน
                   ปิดท้ายรายการด้วย การร่วมร้องเพลง “มหาจุฬาลงกรณ์”โดยคณบดีบัญชีจุฬาฯ รศ.ดร.พสุ เตชะรินทร์ นักร้องนักดนตรีและผู้ชมที่ยืนหยัดจนนาทีสุดท้ายของการแสดง
                  แล้วร่วมร้องเพลง “สรรเสริญพระบารมี” ปิดรายการ
         ขอบคุณสำหรับความบันเทิงสุดยอด น้องๆคือดารา คือศิลปิน
             พบกันใน ดนตรีในสวนที่บัญชี จุฬาฯปีหน้า
หมายเหตุ วันนี้ทั้งวงBANdSHI และวงเภตรามีโปรแกรมออกทีวีรออยู่ โปรดติดตามผลงาน

 

 

468x60 ad on post page

Leave a Reply