ความมีสติและการทำสมาธิ

somchai

สวัสดีครับทุกๆท่าน เราชาวไทยนับถือศาสนาพุทธ เข้าวัดพระท่านสอนให้เราทำความดีละเว้นความชั่วให้มีสัมมาอาชีพและไม่เบียดเบียนผู้อื่นและให้ดำรงตนอยู่ในศีล 5 ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ไม่ลักขโมย ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่พูดปดและให้ละเว้นสุราเมรัย ฉะนั้นศีล 5 จึงเป็นข้อห้าม มีวัตถุประสงค์เพื่อให้มนุษย์อยู่ร่วมกันอย่างสันติและเกิดความสุข

      นอกจากการดำรงตนอยู่ในศีล 5 แล้วยังมีแนวทางให้มนุษย์พึงปฎิบัติตามพรหมวิหาร 4 คือมีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา จะนำมาซึ่งความผ่องใสทางจิตมองเพื่อนมนุษย์ด้วยความรักความสงสารมีความยินดีต่อความสำเร็จของผู้อื่นและเข้าใจในเหตุผลของบุคคลอื่นมากขึ้น

      ในศีลข้อที่ 5 ให้ละเว้นสิ่งที่ทำให้ขาดสติหรือไม่กระทำการใดโดยประมาทแล้วจะนำไปสู่การประพฤติชอบหรือปฎิบัติชอบ เพราะสติจะเป็นตัวกลั่นกรองการกระทำว่าเหมาะสมหรือไม่เหมาะสม ถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง สมควรหรือไม่สมควร ฉะนั้นการมีสติจึงเปรียบด้วยดวงไฟที่ส่องสว่างอยู่เสมอ

       การให้คือการเสียสละ ไม่ยึดมั่นถือมั่นสังคมมนุษย์ยุคต้นเริ่มจากการเก็บของป่าล่าสัตว์หามาได้แล้วแบ่งกันกินถือเป็นการช่วยเหลือซึ่งกันและกันเพื่อการดำรงอยู่ของมนุษย์ ถ้าเราถือว่าการให้เป็นประเพณีดั้งเดิมที่ต้องรักษาไว้ สังคมของมวลมนุษย์คงจะมีแต่ความเมตตากรุณาสงสารที่ให้ต่อกัน

      การแสดงความยินดีต่อผู้อื่นที่ได้รับความสำเร็จในชีวิตไม่ว่าจะเป็นการประกอบสัมมาชีพหรือการทำคุณงามความดีต่อสังคมชนหมู่มากหรือการให้การสนับสนุนการประกอบกิจกรรมเผยแพร่พระพุทธศาสนา บุคคลผู้นั้นสมควรได้รับการยกย่องเป็นผู้ประกอบคุณงามความดีต่อสังคม

       การทำสมาธิเพื่อกำจัดอารมณ์โดยบริกรรมพุทโธไม่ว่าจะอยู่ในกิริยาท่าใดหลับตาหรือไม่หลับตา เพื่อให้จิตหยุดนิ่งไม่หวั่นไหวไปตามอารมณ์ที่ถูกยั่วยุ วางเฉยในสิ่งที่เข้ามากระทบจิตใจไม่รุ่มร้อนยอมรับในสิ่งที่เกิดมันต้องเกิดปล่อยวางทำจิตให้สงบ ถ้าท่านทำได้จะเป็นการเสริมสร้างพลังจิตให้เข้มแข็ง มีสติ เกิดปัญญาจิตใจจะเบิกบานมีความสุข

       ความอดทนอดกลั้นไม่โต้ตอบไม่แสดงออกในทางขวางกั้นในความคิดของบุคคลอื่นเกิดจากการมีสมาธิหรือมีพลังจิตที่มั่นคงของเราเอง เมื่อสติกำหนดให้จิตเราสงบและรับรู้ในสิ่งที่ถูกหรือไม่ถูกต้องนั้นแล้วเราจะทำการตอบโต้ขัดขวางไปเพื่ออะไร แน่นอนเราต้องทำถ้าความไม่ถูกต้องนั้นเป็นอันตรายต่อตัวเขาเองโดยชี้เหตุผลหรือทางให้เท่านั้นอย่างน้อยเขาก็เก็บไปคิด

       หลายท่านอยากเข้าสู่สมาธิสะสมพลังจิตมีความอดทนอดกลั้นแต่ทำไม่ได้ซักที นั่งหลับตาเป็นชั่วโมงๆ ความคิดก็ยังสับสนวุ่นวายคิดโน่นคิดนี่ร้อยแปดหาความหยุดนิ่งทางจิตไม่ได้แล้วจะทำยังไง

       พระอาจารย์หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินธฺโร แห่งสถาบันพลังจิตตานุภาพท่านสอนวิธีการทำสมาธิเบื้องต้นว่าการทำสมาธิเบื้องต้นเปรียบเสมือนการดูแลเด็กอ่อนต้องค่อยๆ ทำนุบำรุงเลี้ยงดูป้อนข้าวป้อนน้ำ ใช้อุบายหลอกล่อเมื่อยามเด็กร้องไห้ให้สงบนิ่งฉันใด การทำสมาธิเบื้องต้นก็ฉันนั้น คือค่อยเป็นค่อยไป

       พระอาจารย์หลวงพ่อฯ เล่าว่าการทำสมาธินั้นเป็นการสะสมพลังจิตข้ามภพข้ามชาติ ตายไปก็สะสมไปภพหน้าชาติหน้า ไปเกิดก็เกิดในภพที่ดีขึ้นไปเรื่อยๆ ฉะนั้นการเข้าสู่สมาธิจะกำจัดอารมณ์ได้เร็วได้ช้าก็ขึ้นอยู่กับอดีตชาติเคยได้ทำสะสมมาหรือไม่ด้วย

       พระอาจารย์หลวงพ่อฯ สอนให้ใช้อุบายเพื่อไปสู่ความสงบของจิต ผมนั่งหลับตาทำสมาธิวางจิตที่ปลายจมูก บริกรรมพุทโธเพ่งที่ปลายจมูกไม่คิดสิ่งใดเห็นเป็นสีดำเพ่งอยู่จุดนั้นไม่ไปไหนไม่คิดเรื่องใด ท่านเชื่อหรือไม่ พอทุกอย่างสงบนิ่งพุทโธหยุดไปเองปรากฎเป็นสีเขียวสีแดงและสีทองวนเวียนเข้ามาให้เห็นแสงสีเหล่านี้พยายามตามเข้าไปมันเป็นนิมิตหรือสัญญลักษณ์ที่ฝังอยู่ในใจผุดขึ้นมา ถือเป็นอุบายที่หลุดจากความคิดวกวนได้อย่างดี

         บางครั้งเกิดเป็นภาพพระพุทธรูปสีทองอร่าม บางครั้งเป็นภาพต้นไม้ทางเดินสองข้างทางลึกเข้าไปเรื่อยๆ  บางครั้งเป็นรูปปราสาทและความสวยงามของตึกรามบ้านช่องและสวนดอกไม้งดงามมาก        

         พระอาจารย์หลวงพ่อฯ สอนว่าการนั่งสมาธิเป็นการสะสมพลังจิตอย่าหลุดเข้าภวังค์นานๆ เพราะการเข้าภวังค์หรืออยู่ในความฝัน ความมีสติเหลือน้อยมากและทำให้ศูนย์เสียพลังจิตด้วย ฉะนั้นต้องดึงตนออกมาเพื่อรักษาสติให้เต็มร้อยเสมอ เมื่อออกจากสมาธิตามที่พระอาจารย์หลวงพ่อฯ ให้นั่งประมาณครั้งละ 30 นาทีแล้วมีความรู้สึกปลื้มปิติสมองปลอดโปร่งมีพลังจิตเหมือนชาร์ทแบ๊ตเตอรี่ไว้ใช้งานจนเต็ม

        พบกันใหม่ฉบับหน้า สวัสดีครับ

468x60 ad on post page

Leave a Reply