การสืบราชสันตติวงค์

somchai

การเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช นำความเศร้าโศกเสียใจสู่ปวงชนชาวไทยเป็นอย่างยิ่ง พระองค์ทรงมีพระชนมายุ 89 พรรษา เสด็จครองราชย์เป็นระยะเวลานานถึง 70 ปี ได้ประกอบพระราชกรณียกิจมากมายหลายด้านเพื่อพัฒนาประเทศชาติ และเพื่อความสุขสบายของประชาราษฎร์ พระองค์ทรงสร้างโครงการหลวงอันเป็นประโยชน์ต่อปวงชนชาวไทย ได้แก่โครงการในพระราชดำริ ซึ่งมีมากกว่า 4,300 โครงการ พัฒนาทั้งทางด้านแหล่งน้ำและผืนดิน ด้านการเกษตรและสร้างฝนหลวงเมื่อยามแล้ง ทรงเป็นพ่อของแผ่นดินสอนให้ประชาราษฎร์รู้รักรู้สามัคคีให้ดำเนินชีวิตอย่างเศรษฐกิจพอเพียงไม่ฟุ้งเฟ้อ ให้เสียสละเพื่อประเทศชาติ ให้มีเมตตาช่วยเหลือผู้อื่นที่ด้อยโอกาส

ท่านทรงเป็นนักปราชญ์ เป็นนักกีฬาเหรียญทอง เป็นนักดนตรีเอก เป็นมิ่งขวัญของปวงประชาและเป็นองค์อุปถัมภ์พระพุทธศาสนา พระราชกรณียกิจที่พระองค์ได้ทรงสร้างไว้ได้ติดตราตรึงใจต่อพสกนิกรชั่วนิจนิรันดร

การแต่งกายเพื่อแสดงความอาลัยในชุดดำหรือชุดขาวดำมิใช่เฉพาะประชาชนคนไทยทั้งประเทศเท่านั้น ชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าออกประเทศไทยก็แต่งกายชุดดำหรือชุดขาวดำเช่นกัน บรรยากาศในสนามบินสุวรรณภูมิและทุกหนแห่งในประเทศไทยดูเงียบเหงาเศร้าสลดมากในช่วงเวลาเช่นนี้

การสืบราชสันตติวงศ์นั้น ในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ที่ยังคงบังคับใช้อยู่ในหมวดพระมหากษัตริย์ มาตรา 23 วรรค 1 บัญญัติว่าในกรณีที่ราชบัลลังก์หากว่างลงและเป็นกรณีที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้ตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงค์พระพุทธศักราช 2467 แล้ว ให้คณะรัฐมนตรีแจ้งให้ประธานรัฐสภาทราบและให้ประธานรัฐสภาเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อรับทราบและให้ประธานรัฐสภาอัญเชิญองค์พระรัชทายาทขึ้นทรงครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์สืบไป แล้วให้ประธานรัฐสภาประกาศให้ประชาชนทราบ

2016-10-13_234153 p0101191059p1

มาตรา 23 วรรค 2 ในกรณีที่ราชบัลลังก์หากว่างลง และเป็นกรณีที่พระมหากษัตริย์มิได้ทรงแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้ตามวรรคหนึ่ง ให้คณะองคมนตรีเสนอพระนามผู้สืบราชสันตติวงศ์ตามมาตรา 22 ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อเสนอต่อรัฐสภาเพื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบ ในการนี้ จะเสนอพระนามพระราชธิดาก็ได้ เมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้ว ให้ประธานรัฐสภาอัญเชิญองค์ผู้สืบราชสันตติวงศ์ขึ้นทรงราชย์ เป็นพระมหากษัตริย์สืบไป แล้วให้ประธานรัฐสภาประกาศให้ประชาชนทราบ

เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2515 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าสถาปนาสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าวชิราลงกรณ์ขึ้นเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมารเป็นพระรัชทายาทตามกฎมณเฑียรบาลมาตรา 4 (1) พระรัชทายาทคือเจ้านายเชื้อพระบรมราชวงศ์ พระองค์ที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สมมุติขึ้นเพื่อเป็นผู้ทรงสืบราชสันตติวงศ์สนองพระองค์ต่อไป

ในกฎมณเฑียรบาลมาตรา 6 บัญญัติว่า เมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงสมมุติท่านพระองค์ใดให้เป็นพระรัชทายาทแล้ว และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศข้อความให้ปรากฏแก่พระบรมวงศานุวงศ์ เสนามาตย์ราชเสวกบริพารและอาณาประชาชนให้ทราบทั่วกันแล้ว ท่านว่าให้ถือว่าท่านพระองค์นั้นเป็นพระรัชทายาทโดยแน่นอนปราศจากปัญหาใดๆ และเมื่อใดถึงกาลอันจำเป็น ก็ให้พระรัชทายาทพระองค์นั้นเสด็จขึ้นทรงราชย์สืบราชสันตติวงศ์สนองพระองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศโดยทันที ให้สมดังพระบรมราชประสงค์ที่ได้ทรงประกาศไว้นั้นแล

ฉะนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ต่อไปก็จะเป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ในส่วนพระมหากษัตริย์และกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงค์ปี 2467 อย่างแน่นอน

มีผู้ตั้งคำถามว่าคณะองคมนตรีจะเสนอชื่อพระราชธิดาขึ้นครองราชย์ต่อรัฐสภาได้ตามรัฐธรรมมณูญฉบับปี 2550 มาตรา 23 วรรค 2 ในกรณีที่มิได้แต่งตั้งรัชทายาทได้หรือไม่ เรื่องนี้ความจริงแล้วมาตรา 23 วรรค 2 ขัดกับกฎมณเฑียรบาลฉบับปี 2467 มาตรา 13 ที่บัญญัติว่าในกาลสมัยนี้ยังไม่ถึงเวลาอันควรที่ราชนารีจะได้เสด็จขึ้นทรงราชย์เป็นสมเด็จพระแม่อยู่หัวบรมราชินีนาถ ผู้ทรงสำเร็จราชการสิทธิ์ขาดอย่างพระเจ้าแผ่นดินโดยลำพังแห่งกรุงสยาม ฉะนั้นท่านห้ามมิให้จัดเอาราชนารีพระองค์ใดๆ เข้าไว้ในลำดับสืบราชสันตติวงศ์เป็นอันขาด

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 ได้ทรงโปรดเกล้าให้ตรากฎมณเฑียรบาลฉบับนี้ไว้เมื่อปี 2467 ดังปรากฎในมาตรา 19 และมาตรา 20 ดังนี้

มาตรา 19 พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงตรากฎมณเฑียรบาลนี้ไว้ให้เป็นราชนิติธรรมอันมั่นคง เพื่อดำรงพระบรมราชจักรีวงศ์ไว้ชั่วกาลนาน และได้ทรงใช้พระวิจารณญาณโดยสุขุม ประชุมทั้งโบราณราชประเพณีแห่งกรุงสยามตามที่ได้เคยมีปรากฏมาในโบราณราชประวัติ ทั้งประเพณีตามที่โลกนิยมในสมัยนี้เข้าไว้พร้อมแล้ว ฉะนั้นหากว่าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใดในอนาคตสมัยทรงพระราชดำริจะแก้ไขหรือเพิกถอนข้อหนึ่งข้อใดแห่งกฎมณเฑียรบาลนี้ ก็ให้ทรงคำนึงถึงพระอุปการะคุณแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ผู้ทรงตรากฎมณเฑียรบาลนี้ขึ้นไว้ แล้วและทรงปฏิบัติตามข้อความในมาตรา 20 แห่งกฎมณเฑียรบาลนี้เถิด

มาตรา 20 ถ้าแม้เมื่อใดสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำริว่ามีเหตุจำเป็นที่จะต้องแก้ไขหรือเพิกถอนข้อความใดๆ แม้แต่ส่วนน้อยหนึ่งในกฎมณเฑียรบาลนี้ไซร้ ท่านว่าให้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงนัดประชุมองคมนตรีสภา ให้มีองคมนตรีมาในที่ประชุมนั้นไม่น้อยกว่า 2 ส่วนใน 3 แห่งจำนวนองคมนตรีทั้งหมด แล้วและพระราชทานข้อความอันมีพระราชประสงค์จะให้แก้ไขหรือเพิกถอนนั้นให้สภาปรึกษากันและถวายความเห็นด้วยความจงรักภักดีซื่อสัตย์สุจริต ถ้าและองคมนตรีมีจำนวนถึง 2 ส่วนใน 3 แห่งผู้ที่มาประชุมนั้นลงความเห็นว่าควรแก้ไขหรือเพิกถอนตามพระราชประสงค์ได้แล้ว สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงค่อยมีพระบรมราชโองการให้แก้ไขหรือเพิกถอน แต่ถ้าแม้ว่าองคมนตรีที่มาประชุมนั้นมีผู้เห็นควรให้แก้ไขหรือเพิกถอนเป็นจำนวนไม่ถึง 2 ใน 3 แล้วไซร้ ก็ขอให้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระขันติระงับพระราชดำริที่จะทรงแก้ไขหรือเพิกถอนนั้นไว้เถิด

    พบกันใหม่ฉบับหน้า…สวัสดีครับ   

 

468x60 ad on post page

Leave a Reply