ส.ว.จากสภาพี่เลี้ยงสู่สภาพลเมือง

สวัสดีครับทุกท่าน ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ว่างเว้นจากการใช้รัฐธรรมนูญเนื่องจากการปฏิวัติรัฐประหารมา 2 ปี เพื่อแก้ปัญหาของประเทศ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่รอลงประชามติในวันที่ 7 สิงหาคม 2559 เพื่อประกาศใช้ มีเรื่องน่าสนใจที่ถือว่าเป็นของใหม่ คือเรื่องของสมาชิกวุฒิสภา

ส.ว.เดิมมีไว้เพื่อเป็นพี่เลี้ยงของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ส.ส.เป็นสภาของผู้ทรงคุณวุฒิ มีความรอบรู้ในด้านต่างๆ มีประสบการณ์จากการทำงาน ทำหน้าที่พิจารณาและผ่านร่างกฎหมาย ถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้ความเห็นชอบการแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ และในอดีตที่ผ่านมา ส.ว.มาจากการ แต่งตั้ง แล้วต่อมาเปลี่ยนเป็นมาจาก การเลือกตั้ง แล้วเปลี่ยนจากการเลือกตั้งทั้งหมดมาเป็น สรรหา ครึ่งหนึ่งและ เลือกตั้ง ครึ่งหนึ่ง ปัจจุบันจะเปลี่ยนเป็น มาจากการเลือกกันเองของคนในอาชีพต่างๆที่สมัครเข้าทำหน้าที่และเรียกอย่างสวยหรูว่า สภาพลเมืองvote

แต่ ส.ว. ก็มีปัญหาแบบไม่สิ้นสุด มาจากการแต่งตั้งก็เป็นการเล่นพวกสร้างขึ้นเพื่อสนับสนุนรัฐบาลหลังการปฏิวัติ พอมาจากการเลือกตั้งก็อิงแอบกับพรรคการเมือง เพราะการจะได้รับเลือกตั้งต้องอาศัยพรรคการเมืองที่มีเครือข่ายหัวคะแนนช่วยหาเสียงจนเกิดเป็นสภาผัวเมีย ถูกครอบงำในรัฐสภา ครั้นเปลี่ยนเป็นการเลือกตั้งครึ่งหนึ่งสรรหาครึ่งหนึ่ง ก็เกิดการแบ่งฝ่าย ฝ่ายที่ได้รับเลือกเข้ามาถูกกล่าวหาว่าทำงานรับใช้พรรคการเมือง ฝ่ายที่มาจากการสรรหาก็ถูกกล่าวหาว่ามิได้ยืดโยงกับประชาชน เลยทะเลาะกันแบบไม่จบสิ้นเรียกได้ว่าเป็นปัญหามาทุกยุคทุกสมัยvote3

รธน.ฉบับใหม่กำหนดให้มี ส.ว.จำนวน 200 คน มาจากกลุ่มอาชีพต่างๆ ให้เป็นสภาพลเมืองที่เลือกกันเอง ตั้งแต่ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด แล้วก็ระดับประเทศตามมาตรา 107 วรรค 1 วรรค 2 และวรรค 3 หรือให้ใช้วิธีอื่นที่ผู้สมัครทุกกลุ่มมีสิทธิ์เลือก จึงกำหนดให้มีการเลือกไขว้กลุ่มกัน เพื่อป้องกันการฮั้วกันแบบสร้างกลุ่มฉันเลือกเธอ เธอเลือกฉัน ยกกลุ่มกันเข้ามา เช่นให้กลุ่มแพทย์ไปเลือกกลุ่มนักกฎหมาย กลุ่มนักกฎหมายไปเลือกกลุ่มช่างก่อสร้างวิศวกร แล้วก็ให้กลุ่มช่างก่อสร้างวิศวกรไปเลือกกลุ่มแพทย์ เป็นต้น

พอเลือกระดับอำเภอแล้วก็มาเลือกระดับจังหวัด เสร็จแล้วก็เลือกระดับประเทศ เข้ามาทำหน้าที่พิจารณาร่างกฎหมายที่ผ่านจากสภาผู้แทนราษฎรและทำหน้าที่ให้ความเห็นชอบการแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระเท่านั้น ตัดทอนอำนาจการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองออกไปvote 2

การซื้อเสียงในแบบการเลือกไขว้กลุ่มคงหนีไม่พ้นเพราะนักการเมืองในท้องถิ่นต่างจังหวัดใกล้ชิดกับประชาชนมาก มีหัวคะแนนหลากหลายอาชีพ พรรคการเมืองจะจ้างคนหรือให้คนของตนไปลงสมัครในหลายกลุ่มอาชีพเพื่อให้เลือกพวกเดียวกัน ในระดับอำเภอเข้าสู่ระดับจังหวัด พอถึงการเลือกระดับประเทศก็จะเป็นการต่อสู้กันของคนสองกลุ่ม ที่มีพรรคการเมืองใหญ่ยืนอยู่ข้างหลังทุ่มทุนซื้อเสียงกัน คนดีมีความรู้เป็นที่รู้จักดีในสังคมไม่มีทุนไม่มีพรรคการเมืองหนุนหลังยากนักที่จะได้รับเลือกเข้ามา เปลี่ยนจากการซื้อเสียงชาวบ้านมาเป็นการซื้อเสียงผู้สมัครแทนหนีไม่พ้นวังวนแบบเดิม

ในบทเฉพาะการมาตรา 269 (1) กำหนดว่า ระหว่างเริ่มต้นของการใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ใ ห้คสช.แต่งตั้งคณะกรรมการคัดเลือก ส.ว.จำนวน 9 คน ทำหน้าที่ดำเนินการสรรหา ส.ว.จากประชาชนทุกสาขาวิชาชีพจำนวนไม่เกิน 400 คนและคัดเลือกให้เหลือ 194 คน บวกกับผู้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหมผู้บัญชาการทหารสูงสุดและระดับผู้บัญชาการทหารตำรวจ 4 เหล่าทัพ รวม 6 คน ที่ได้กำหนดไว้รวมเป็น 200 คน และคัดเลือกอีก 50 คนจากการเลือกกันเอง 200 คนตามมาตรา 107 และขึ้นบัญชีสำรองไว้ 50 คน ตัดออก 100 คน รวมเป็น ส.ว.ทั้งสิ้น 250 คนเป็นสมาชิกวุฒิสภาเริ่มแรกอยู่ในตำแหน่งเป็นเวลา 5 ปี สรุปได้ว่า คสช. เป็นผู้กำหนดว่าใครจะมาเป็น ส.ว. ในระยะเริ่มแรก

ส.ว.ชุดแรกนี้ มีหน้าที่และอำนาจเช่นเดียวกับ ส.ว. ที่มาจากการเลือกกันเองตามมาตรา 107 และในมาตรา270 กำหนดให้ ส.ว.ชุดแรกนี้มีหน้าที่และอำนาจติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศให้สำเร็จตามที่กฎหมายว่าด้วยแผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศที่บัญญัติไว้ การผ่านกฎหมายสำคัญในช่วง 5 ปีแรกกำหนดให้ผ่านรัฐสภา (การประชุมร่วมสองสภาฯ)  และให้คณะรัฐมนตรีแจ้งความคืบหน้าในการดำเนินการตามแผนการปฏิรูปประเทศต่อรัฐสภาเพื่อทราบทุกสามเดือน วุฒิสภาจึงเป็นสภาควบคุมการทำงานของคณะรัฐบาลไปโดยปริยายต่อไป

 

      อีก 5 ปีลืมคำว่าอำนาจ 3 ฝ่ายของระบอบประชาธิปไตย บริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ

 

เสียงวิพากษ์วิจารณ์ของการได้มาของ ส.ว.จึงเกิดขึ้นว่า รธน. ฉบับนี้ไม่เป็นประชาธิปไตย เพราะคำว่าประชาธิปไตยหมายถึงอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน อำนาจของประชาชนมาจากการหย่อนบัตรเลือกตั้งผู้แทนของตนเอง ถือเป็นการใช้สิทธิ์และมีความเสมอภาคซึ่งเป็นหัวใจของคำว่าประชาธิปไตย ประเทศชาติจะไปในทิศทางใดก็ควรให้ประชาชนส่วนใหญ่เป็นผู้กำหนดอนาคตของตนเอง

รัฐธรรมนูญเป็นสัญญาประชาคม เป็นข้อตกลงในการอยู่ร่วมกัน ถ้าข้อตกลงนั้นไม่ก่อให้เกิดสันติภาพและไม่ก่อให้ เกิดความรักความสามัคคีในคนหมู่มาก ข้อตกลงนั้นก็ใช้ได้ไม่นาน

     พบกันใหม่ฉบับหน้า สวัสดีครับ

 

468x60 ad on post page

Leave a Reply