จาก เอวิตา-มาราโดนา ถึง ปาปาซี

เสียงระฆังหงั่งเหง่งวังเวงแว่ว

สะดุ้งแล้วเหลียวแลชะแง้หา

เห็นควันขาวพราวฟุ้งพุ่งออกมา

เป็นสัญญาณว่านาทีนี้มี“ผู้นำ”   

                 ค่ำคืนของวันพุธที่ 13 มีนาคม คริสต์ศักราช 2013 ได้กลายเป็นคืนแห่งประวัติศาสตร์ ของชาวคริสต์ศาสนิกชน เมื่อเปลวควันสีขาวถูกปล่อยให้ลอยพวยพุ่งออกมาจากปล่องไฟของพระราชวังเซ็นต์ปิเตอร์แห่งสำนักวาติกัน 

                เป็นประหนึ่งถึงสัญญาณที่จะประกาศให้โลกรู้ว่า ณ บัดนี้คณะคาร์ดินัลได้เลือกพระสันตะปาปาองค์ใหม่แล้ว

**“พระคาร์ดินัล”เป็นสมณศักดิ์สูงสุดในพระศาสนจักรโรมันคาทอลิก รองจากสมเด็จพระสันตะปาปา มีทั้งหมด 115 องค์จาก 48 ประเทศของทุกภาคทุกทวีป **

ฉับพลันนั้นบรรยากาศแห่งความปลื้มปิติจากเสียงสวดมนต์และเสียงโห่ร้องก็ก้องดังกังวาลไปทั่วทั้งนครวาติกันและทั่วทั้งโลกจากประชาชนอีกกว่าพันล้านคน

ตำแหน่งพระสันตะปาปาภาษาละตินเรียก Sancta Papa ภาษาอังกฤษเรียก Pope หมายถึงมุขนายกแห่งคริสต์จักรกรุงโรม Bishop of the Church of Rome

สันนิษฐานว่า“สันตะปาปา”ก็คงมาจากภาษาลาติน“Sancta Papa”นั่นเอง

ที่น่าแปลกเพราะคนทั่วไปรวมทั้งอเมริกันและไทยเรียก“โป๊ป”แต่คนยุโรปกลับเรียกว่า“ปาปาซี”Papacy

ไม่ว่าจะเรียกอย่างไรท่านก็คือองค์สันตะปาปาเพียงองค์เดียวที่เป็นศูนย์รวมแห่งดวงใจของชาวคริสต์เกือบค่อนโลกเชียวล่ะ

องค์สันตะปาปาท่านเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณเป็นผู้นำแห่งสันติและเป็นองค์พระประมุขของศาสนาคริสต์

เป็นศาสนาคริสต์ที่มีผู้นับถือประมาณว่ากว่า  2200 ล้านคน

คิดเป็นจำนวน 32 เปอร์เซ็นต์ของประชากรโลก!

หรือจะพูดง่ายๆว่าทุกๆ 1 ใน 3 คนของชาวโลกนั้นเป็นชาวคริสต์ก็ว่าได้

อันดับ 2 คือศาสนาอิสลาม 1600 ล้านคน คิดเป็น 23 เปอร์เซ็นต์

อันดับ 3 ศาสนาฮินดู 1000 ล้านคน 15 เปอร์เซ็นต์

อันดับ 4 ศาสนาพุทธ 500 ล้านคน 7 เปอร์เซ็นต์

และอันดับ 5 ศาสนายิว 14 ล้านคน ที่มีเพียง 0.2 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งโลก                                                ที่เหลืออีก 400 ล้านคนคละเคล้ากันไประหว่างผู้ที่ไม่มีศาสนากับผู้ที่นับถือขนบธรรมเนียมประเพณีท้องถิ่นแบบดั้งเดิม

พระสันตะปาปาหรือโป๊ปท่านนี้เป็นองค์ลำดับที่ 266 ของคริสต์ศาสนา

ประวัติศาสตร์ของคริสต์จักรโรมันคาทอลิกต้องจารึกไว้ว่าในปี ค.ศ. 2013 นี้เป็นปีที่มีพระสันตะปาปาองค์แรกที่มาจากประเทศลาตินอเมริกา

และยังพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์ของชาวคริสต์ที่ผู้นำมิได้มาจากชาวยุโรปในรอบ 1300 ปีของคริสต์จักรโรมันคาทอลิกนับตั้งแต่นักบุญเปโตรเป็นต้นมา

แสดงให้เห็นว่าโลกในยุคแห่งการสื่อสารไร้พรมแดน โลกที่ผู้คนสามารถสื่อสารกันได้ภายในชั่วสัมผัสนิ้วมือเดียวนั้น

อะไรต่อมิอะไรที่เป็นไปไม่ได้ก็ย่อมเป็นไปได้เสมอ

แม้แต่สหรัฐอเมริกาใครจะเชื่อว่ามีประธานาธิบดีที่เป็นคนผิวดำ

โป๊ปองค์ที่ 266 ท่านมีพระนามเดิมว่า“ฮอร์เก มาริโอ เบร์โกกลิโอ”เป็นชาวอาร์เจนตินาเชื้อสายอิตาลี มีพระชนม์มายุ 76 พรรษา

ท่านเป็นนักบวชในคณะ“เยสุอิต” (Jesuits) หรือคณะแห่งพระเยซูเจ้า

เยสุอิตเป็นคณะที่เน้นหนักในด้านการสอนเกี่ยวกับการศึกษา ส่งเสริมวัฒนธรรม และต่อมาในภูมิภาคอเมริกาใต้ได้มีส่วนสำคัญในการต่อสู้เพื่อสิทธิของมนุษยชนอีกด้วย

ก็คงจะไม่แปลกใจถ้าจะบอกว่าคณะเซ็นต์คาเบรียลและโรงเรียนอัสสัมชัญนั้นก็เป็นคาทอลิกในนิกายเยสุอิตด้วยเหมือนกัน

ตามขั้นตอนนั้นเมื่อได้รับเลือกเป็นโป๊ปแล้วพระคาร์ดินัลอาวุโสก็จะถามว่าท่านยินดีที่จะรับเป็นองค์โป๊ปหรือไม่

เมื่อตอบรับแล้วพระคาร์ดินัลก็จะถามอีกว่าจะใช้ชื่อว่าอย่างไร

โป๊ปองค์ใหม่ท่านตอบว่าจะขอใช้ชื่อ“ฟรานซิส”

หลังจากนั้นคณะคาร์ดินัลก็จะประกาศว่าได้โป๊ปองค์ใหม่ในสมญานามว่า“ฟรานซิส”ให้ชาวคริสต์ทั่วโลกได้รับรู้โดยทั่วถึงกันในวันนั้นนั่นเอง

ชื่อฟรานซิสนั้นสันนิษฐานว่าท่านคงต้องการใช้ชื่อเพื่อความเป็นมงคลจากแรงบันดาลใจที่ได้มาจากนักบุญ“ฟรานซิส อัสซีซี”ผู้สถาปนาคณะเยสุอิตเมื่อ 600 ปีล่วงมาแล้ว

โป๊ปฟรานซิสประสูติเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม ปีค.ศ 1936 ที่กรุงบัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา

ถ้านับปีไทยวันประสูตรของท่านตรงกับวันพุธ ขึ้น 3 ค่ำ เดือน 3 ปีชวด

ท่านเป็นบุตร 1 ใน 5 คนของบิดาชาวอิตาเลียนผู้มีอาชีพเป็นคนงานรถไฟ

ท่านฟรานซิสได้ปวารณาตัวเป็นศิษย์ของพระเยซูเจ้าในปี 1969 ในขณะที่มีอายุได้ 33 ปี

ท่านมีปอดเพียงข้างเดียวหลังจากที่ต้องตัดทิ้งไปจากอาการติดเชื้อในวัยเด็ก

ไม่ต้องสงสัยว่าทำไมท่านถึงได้มีชีวิตยืนยาวมาถึงวันนี้โดยไม่มีอาการข้างเคียงแต่อย่างใด

ก็เพราะท่านเป็นอ่อนน้อมถ่อมตน มีความสมถะ ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย เดินทางด้วยรถโดยสารและรถไฟ ปรุงอาหารรับประทานเอง

ที่สำคัญกว่านั้นท่านยังได้อุทิศตนช่วยเหลือผู้คนที่ยากไร้ให้รอดพ้นจากความทุกข์ยากทั้งในด้านความเป็นอยู่และความเสมอภาคในความเป็นมนุษย์ปุถุชน

ฤาว่าท่านถูกส่งลงมาจากสวรรค์เพื่อมาบรรเทาทุกข์ให้กับมวลมนุษย์โดยแท้

ถนนแห่งหนทางชีวิตของแต่ละคนนั้นใช่ว่าจะราบเรียบเหมือนท้องทะเลที่ไร้คลื่นลมก็หาไม่

ขึ้นชื่อว่ามนุษย์คงไม่มีใครที่จะดีเลิศประเสริฐสุด และคงไม่มีใครที่จะเลวร้ายไปเสียทุกอย่าง

ในช่วงปี 1976 ถึง 1983 เกิดสงครามกลางเมืองเรียกว่า“สงครามน้ำเน่า”(Dirty War) ระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายประชาชนเรียกตัวเองว่า“ฝ่ายซ้าย”พากันลุกฮือขึ้นมาต่อต้านรัฐบาลเผด็จการในสมัยนั้น

ประชาชนผู้บริสุทธิ์ไม่ต่ำกว่า 30000 คนถูกทรมาน ถูกสังหาร บ้างก็หายสาบสูญ

มิหนำซ้ำบาทหลวงในนิกายเยสุอิตหลายคนถูกลักพาตัวไป

การที่ท่านวางเฉยโดยไม่ออกมาต่อสู้กับรัฐบาลเผด็จการในฐานะที่ท่านดำรงตำแหน่งผู้นำศาสนาทำให้หน่วยงานสิทธิมนุษยชนยื่นฟ้องกล่าวหาว่าท่านมีส่วนร่วมมือกับรัฐบาลทหารเข่นฆ่าประชาชนอย่างไร้มนุษยธรรม

หลายปีต่อมาเมื่อเมฆหมอกร้ายผ่านพ้นไปท่านกลายเป็น“พระ”ของประชาชน

ท่านได้อุทิศตนต่อสู้เพื่อคนยากไร้ในทุกรูปแบบโดยเฉพาะเด็กและผู้หญิง

ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจของอาร์เจนตินาในปี 2001 ท่านเป็นผู้นำเข้าร่วมประท้วงตำรวจและรัฐบาลที่กระทำทารุณต่อประชาชนที่พากันลุกฮือขึ้นเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมจากรัฐบาลเผด็จการในสมัยนั้น

เมื่อผู้นำศาสนาไม่เอาด้วยกับรัฐบาลเผด็จการ ไม่ช้าไม่นานมีผลทำให้ประธานาธิบดีเฟอร์นานโด เดอ ลา รัว ต้องประกาศลาออกโดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ

ไม่ต้องสงสัยว่าทำไมท่านถึงได้เข้าไปนั่งอยู่ในหัวใจของประชาชนชาวอาร์เจนตินาทั้งประเทศ

จนถึงวันนี้ท่านกำลังจะเป็นศูนย์รวมแห่งดวงใจของทุกคนโดยเฉพาะผู้ยากไร้ในทุกภาคของโลกใบนี้

หากจะเปรียบเทียบโป๊ปพระองค์นี้กับโป๊ป 265 องค์ที่ผ่านมาก็คงต้องบอกว่าเป็นความแตกต่างระหว่างทวีป

ที่เห็นได้ชัดคือความแตกต่างทางด้านเศรษฐกิจวัฒนธรรมและสังคม

ชาวยุโรปนั้นมีชีวิตที่เป็นระเบียบแบบแผนอยู่ดีกินดีมีชนชั้นกลางมากที่สุดคนจนมีเปอร์เซ็นต์น้อย

ในขณะที่อเมริกาใต้หลายพื้นที่ยังมิได้พัฒนาช่องว่างระหว่างฐานะยังเป็นปัญหาในหลายประเทศ

โป๊ปฟรานซิสนั้นท่านมาจากดินกินอยู่กับชาวบ้านท่านได้สัมผัสได้รู้ได้เห็นความเป็นอยู่ของคนยากไร้

เมื่อผู้นำรู้ซึ้งถึงรากหญ้าของปัญหา ศาสนาก็จะกลายเป็นสวรรค์ให้ชนทุกชั้นได้พึ่งพาและอาศัยนับจากนี้เป็นต้นไป

รู้จักท่านสันตะปาปาแล้วถ้าไม่ทำความรู้จักกับซูเปอร์สตาร์ของอาร์เจนตินาก็จะกระไรอยู่

อาร์เจนตินาเป็นประเทศที่ตั้งอยู่เกือบใต้สุดของทวีปอเมริกาใต้ มีพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับ 2  รองจากประเทศบราซิล และเป็นประเทศที่มีพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับ 8 ของโลก

ยุคหนึ่งสมัยนั้นของอาร์เจนตินาถ้าเอ่ยชื่อ“เอวิตา”หรือ“มาดามเปรอง” คงไม่มีใครไม่รู้จัก

เธอคือสตรีหมายเลขหนึ่งที่ยังคงเป็นหนึ่งอยู่ในหัวใจของชาวอาร์เจนตินาตลอดกาล

ประวัติของเธอน่าสนใจไม่น้อยไปกว่าบุคคลสำคัญระดับโลกทีเดียว

ชื่อเดิมของเธอคือ“มาเรีย เอวา ดูอาเต้”

เธอเกิดมาในครอบครัวที่ยากจน เพียงอายุได้ 7 ขวบคุณพ่อก็สิ้นบุญ

ทิ้งเธอไว้กับคุณแม่และพี่สาวอีกสามคนให้เผชิญโลกกันตามลำพัง

ทั้งห้าชีวิตต้องอาศัยรวมกันอยู่ในห้องแคบๆในฐานะคนรับใช้ในเมืองลอสโทลดอส

เธอเป็นเด็กช่างฝันและมีโลกของตัวเองสูง

พออายุได้ 14 ปี เธอจึงตัดสินใจเดินทางไปหาความฝันที่เมืองหลวงบัวโนสไอเรส

ถนนของเธอเหมือนถูกโรยด้วยกลีบกุหลาบ เธอได้เป็นนักร้องนักแสดงสมความปรารถนา

และเธอยังมีรายการวิทยุถึงสองแห่งด้วยกัน

ไม่ช้าไม่นานจากความฝันกลายมาเป็นความจริง

เมื่อเธอเป็นดาวดาราที่ส่องแสงเจิดจ้าในฟ้าบันเทิงของเมืองบัวโนสไอเรส

เวลาดวงกำลังขึ้นจะรั้งอย่างไรก็คงไม่หยุดฉุดก็คงไม่อยู่เสียแล้ว

ความฝันของเธอมิได้หยุดอยู่เพียงแค่นี้!

วันหนึ่งขณะที่เธอกำลังเป็นพิธีกรในงานเลี้ยง กามเทพชักพาให้เธอได้มาเจอกับนายพันฮวน โดมิงโก เปรอง

ไม่กี่ปีต่อมาเธอสลัดคราบนักร้องหันมาเล่นการเมืองเต็มตัวด้วยการหาเสียงให้กับนายพลเปรองผู้เป็นสามี

เพียงอายุ 26 ปี เธอกลายเป็นสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของอาร์เจนตินาอย่างเต็มภาคภูมิเมื่อสามีฮวน เปรอง ได้เป็นประธานาธิบดีสมความปรารถนา

ยิ่งสูงก็ยิ่งหนาวฉันใด ใช่ว่าหนทางของเธอจะราบรื่นเท่าใดนัก

ต้องไม่ลืมว่าชาวอาร์เจนตินาส่วนหนึ่งนั้นสืบเชื้อสืบสายมาจากชาวอิตาลี

โดยเฉพาะพวกผู้ดีที่ถือยศถืออย่างแบ่งข้างแบ่งวรรณะ

พวกชนชั้นสูงจึงพากันดูหมิ่นดูแคลนว่าเอวิตานั้นมาจากชนชั้นต่ำ บ้างก็ว่ามาจากอาชีพโสเภณี ที่ไม่คู่ควรกับตำแหน่งผู้นำ

ไม่ว่าจะพูดจะนินทาว่าร้ายกันอย่างไรก็ไม่มีใครมาหยุดเธอได้ เพราะเธอได้ปวารณาอุทิศตัวเองแล้วเพื่อพี่น้องเพื่อนร่วมชาติ เพื่อผู้ที่ด้อยโอกาสที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้

จากความลำบากในวัยเด็กทำให้เธอรู้ซึ้งถึงปัญหาของความยากจนทำให้เธอได้มีโอกาสช่วยเหลือประชาชนผู้ยากไร้ในกระทรวงแรงงานและความมั่นคงของสังคม

เธอทำงานโดยไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อยตั้งแต่จัดระเบียบสวัสดิการให้กับคนจนไปถึงผลตอบแทนของผู้ใช้แรงงาน

ไม่นานความเป็นอยู่ของชาวรากหญ้าก็เริ่มดีขึ้น

เธอกลายเป็นขวัญใจของคนแทบทุกระดับชั้น

มีเกิดก็ต้องมีดับ เอวิตาจากไปในวัยเพียง 33 ในเดือนกรกฎาคม ปี 1952 ด้วยโรคมะเร็งในมดลูก

แต่ผลงานและความดีของเธอไม่เคยสูญหายและไม่เคยตายไปจากหัวใจของชาวอาร์เจนตินามาจนถึงทุกวันนี้

เรื่องราวของเธอถูกนำมาถ่ายทอดเป็นภาพยนตร์และบทละครจนโด่งดังไปทั่วโลก

ในภาพยนตร์เพลง“เอวิตา”นำแสดงโดย“มาดอนนา”และ“แอนโทนี บันเดอรัส”

หนึ่งในบทเพลงที่ถ่ายทอดเรื่องราวความรู้สึกของเธอ “Don’t Cry for Me Argentina”ที่“เอวิตา”บรรจงร้องบนระเบียงต่อหน้าฝูงชนนับหมื่น

เป็นบทเพลงที่มีความไพเราะลึกซึ้งประทับใจในความหมายของเนื้อร้องและทำนองจากเสียงร้องของราชินีเพลงป็อบร็อค“มาดอนนา”ผู้รับบท เอวิตา ที่ยังคงตราตรึงอยู่ในใจของผู้ชมมิรู้ลืม

ปี 1986 อะสตาร์อิสบอร์น เมื่อเตี้ยมหาภัย “มาราโดนา”นำทีมอาร์เจนตินาฟ้าขาวครองความเป็นจ้าวฟุตบอลโลกสมัยที่สองที่ประเทศเม็กซิโกด้วยผลงานสะท้านโลกที่ไม่มีใครทำได้และไม่มีใครเหมือน

ประวัติศาสตร์ต้องจารึกไว้ในรอบ 8 ทีมสุดท้ายเมื่อเต็งจ๋าอาร์เจนตินาฝ่าด่านเข้ามาตัดเชือกกับเต็งหามเมืองผู้ดี

ประตูแรก“มาราโดนา”กระโดดโหม่งลูกแย่งกับนายทวารทีมอังกฤษ“ปิเตอร์ ชิลตัน”ที่สูงกว่าเกือบ 1 ฟุต ปรากฎว่าเตี้ยมหาภัยแย่งลูกได้ส่งบอลไหลเข้าไปในประตูอย่างสวยงาม

แต่หลังจากเกมส์จบไปแล้วเมื่อมาดูรีเพลย์ ปรากฎว่าประตูนั้นมาราโดนาใช้มือปัดลูกบอลเข้าประตู!

เมื่อนักข่าวไปสัมภาษณ์ มาราโดนาบอกว่ามันเป็นหัตถาของพระเจ้า “Hand of God” !

ประตูที่สองส่งมาราโดนาขึ้นไปค้างอยู่บนฟ้าเป็นดาวดาราฟุตบอลผู้ยิ่งใหญ่ที่ไม่มีใครเทียบทานได้

เมื่อมาราโดนาได้บอลจากวงกลมกลางสนามแล้วโชว์ลีลาการเลี้ยงลูกชั้นเทพหลบกองหลังระดับพระกาฬของอังกฤษ 5 คนรวด แล้วยังเลี้ยงหลบนายทวารผ่านลูกเข้าประตูไปอย่างสวยงาม

เพียงไม่ทันนกกระจอกกินน้ำทำเอาคนดูในสนามและทั่วโลกช็อคกันเป็นแถว

เป็นประตูที่สวยที่สุดในรอบ 100 ปีที่ยังไม่มีใครทำได้!

ผลของการแข่งขันทีมฟ้าขาวเผาทีมผู้ดีจนไม่มีเหลือแม้แต่เถ้าถ่านกลับบ้านเก่าไปด้วยสกอร์ 2 ต่อ 1

ปีนั้นอาร์เจนตินาคว้าถ้วยจูลส์ ริเมต์ไปครองโดยส่งพญาอินทรีเยอรมันคลานกลับเบอร์ลินด้วยแต้ม 3 ประตูต่อ 2

จาก เอวิตา มาราโดนา มาถึง ปาปาซี

จากนักการเมือง นักกีฬา มาจนถึง ผู้นำศาสนา

ต่างกรรมต่างวาระ ต่างอาชีพ ต่างยุคต่างสมัย

ทั้งสามท่านทั้งคนเป็นและคนตายต่างก็ได้สร้างตำนานอันยิ่งใหญ่

เป็นตำนานแห่งความรักความศรัทธายากที่จะหาใครเทียบเทียมได้

นาทีนี้ก็ขอมอบความหวังและกำลังใจให้กับ“ปาปาซี”

เป็นท่านปาปาซีที่จะมาสร้างสันติสุข ขจัดทุกข์ให้กับทุกคน

พรีส เวลคัม“โป๊ป”อาวเว่อร์ “โฮ๊ป”วิทเลิฟ ….

 

 

อัคคณิต พานิชกุล

20 มี.ค. 56

โป๊ปฟรานซิสในวันที่ได้รับเลือกออกจตุรมุขที่สำนักวาติกัน

อีกอริยาบทหนึ่งของพระสันตปาปา

ขณะเป็นพระคาร์ดินัลยินดีที่จะสวมชุดดำเหมือนบาทหลวงทั่วไป

พระสันตปาปา(ยืนแถวหลัง 2 จากซ้าย)ถ่ายภาพกับพ่อแม่และพี่น้อง 5 คน

พระองค์ทรงเป็นแฟนบอลของทีม “ซาน ลอเรนโซ”

เอวิต้าหรือมาดามเปรอง

อีกอริยาบทของสตรีหมายเลข 1

ดิเอโก้ มาราโดนา

มาราโดนากับถ้วยจูลส์ ริเมต์

 

 

 



Leave a Reply