คุยถึงเรื่องของตัวเอง

สุดสัปดาห์ที่แล้วผมได้รับการท้วงติงจากผู้อ่านว่าทำไมเว็บไซท์ของเอเชี่ยน แปซิฟิก ไม่ได้อัพเดทเปิดเข้าไปก็ยังเป็นของหลายเดือนมาแล้ว  เรื่องนี้ผมอยากชี้แจงกับผู้อ่าน โดยเฉพาะท่านที่ออกมาตลาดช้าและหนังสือหมด หรือท่านที่อยู่ไกลปืนเที่ยง โดยปืนเที่ยงในที่นี้หมายถึงไกลจากตลาดหรือห้องอาหารที่เรานำไปวาง ฝรั่งเรียกว่า Remote area  ก็สามารถเข้าไปดูในเว็บไซท์ได้

เว็บไซท์ของเราล่มและมีปัญหาตลอดมาเพราะเรายังอ่อนด้อยในหลายด้านหลายทางโดยเฉพาะด้านเทคนิค เรื่องนี้เป็นของใหม่  ผมไม่เคยเข้าเรียนวิชาคอมพิวเตอร์เป็นกิจจะลักษณะ เอาประเภทศึกษาเองบ้าง เพื่อนบอกมาบ้าง เราจ้างผู้รู้มาช่วยทำ ก็พอไปได้

เราจึงจดทะเบียนขึ้นมา 2 ชื่อประกอบด้วย www.apacnews.net กับชื่อ www.asianpacificnews.com  ท่านจะเข้าไปเว็บไหนเนื้อหาก็จะออกมาเหมือนกัน

สำหรับท่านที่บอกว่ากดเข้าไปแล้วเจอแต่ของเก่านั้นผมขอให้เข้าไปด้านบนของหน้าจอเป็นรูปถังขยะ กดเข้าไปแล้วจะเห็นคำว่า  delete  browser history ขอให้กดทิ้งไปแล้วพิมพ์ไซท์นี้เข้าไปใหม่ท่านก็จะได้รับข่าวที่อัพเดทและเรื่องราวต่างๆ ตีพิมพ์ลงในเว็บซึ่งอัพเดท

ท่านที่ไม่ถนัดเว็บไซท์แต่ไปเอาหนังสือช้าก็แนะนำให้เป็นสมาชิกเราจะจัดส่งเฟิร์สคลาสไปให้ ค่าส่งตกฉบับละ 1.92 ดอลลาร์ ค่าส่งนี้ไปรษณีย์รับไปเต็มๆ  พวกเราเป็นเพียงทำงานให้ท่านได้รับความสะดวก  เมื่อบวกกับค่าแรงงาน,ค่าซองที่นำมาบรรจุหนังสือพิมพ์,ค่าน้ำมันรถไปส่งที่ไปรษณีย์ ผมว่าฉบับละ 2 ดอลลาร์คนทำก็ไม่ได้อะไร

แต่สิ่งที่เราได้คือจากค่าโฆษณาและได้จากความภูมิใจที่ทำออกมาเพื่อสื่อสารแก่ผู้คนในวงกว้าง

 

การสัมมนาเชิ.ปฏิบัติการ หลักสูตร วิชาการหนังสือพิมพ์สำหรับสื่อมวลชนไทยในสหรัฐอเมริกา ครั้งที่ 1 จัดโดยสมาคมสื่อมวลชนไทยในสหรัฐอเมริกา สมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทยและคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันที่ 14-22 มกราคม 2538 ณ ศาลาอเนกประสงค์ วัดไทย ลอสแอนเจลิส

มีอยู่วันหนึ่งผมเข้าไปค้นหาเอกสารก็ไปพบภาพเก่าในอดีตปี 1995 (พ.ศ.2538)ช่วงนั้นผมเป็นนายกสมาคมสื่อมวลชนไทยในสหรัฐอเมริกาและร่วมมือกับสมาคมนักข่าวแห่งประเทศ ในสมัยที่คุณสมหมาย ปาริจฉัตต์ เป็นนายกสมาคมฯกับ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ หลักสูตร”วิชาการหนังสือพิมพ์สำหรับสื่อมวลชนไทยในสหรัฐอเมริกา ครั้งที่ 1”

งานสัมมนาครั้งนั้นมีคุณดำฤทธิ์ วิริยะกุล จากนสพ.ไทยรัฐช่วยประสานงานและมีอาจารย์ ผศ.ดร.วิลาสินิ พิพิธกุล จากนิเทศศาสตร์ จุฬาฯมาเป็นผู้บรรยาย

การจัดครั้งนี้ได้รับความอนุเคราะห์ด้านสถานที่จากวัดไทยแอล.เอ.และได้รับเกียรติงานเลี้ยงหลังสัมมนาจบสิ้นโดยกงสุลใหญ่สุพจน์ ธีระเกาศัลย์ ท่านเปิดทำเนียบเลี้ยงรับรอง

งานนั้นเป็นงานแรกและงานเดียวที่ยังไม่ได้มีการจัดสัมมนาอะไรอีกมาจนถึงปัจจุบัน แต่ก็มีเพียงแต่เชิญมาอภิปรายบ้างเช่นเชิญคุณมานิจ สุขสมจิตร นักหนังสือพิมพ์อาวุโส ขณะนั้นเป็นประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ มาบรรยายเกี่ยวกับกฎหมายสื่อสารมวลชน เป็นต้น

งานสัมมนายุคนั้นมีกงสุลใหญ่แอล.เอ.ชื่อสุพจน์ ธีระเกาศัลย์ ปัจจุบันเกษียณอายุราชการไปหลายปีแล้ว เกษียณในตำแหน่งเอกอัครราชทูต ณ กรุงมอสโคว ประเทศรัสเซีย กงสุลอีกคนที่อยู่ในภาพคือกงสุลป๋อหรือคุณทศพร มูลศาสตร์สาทร ตอนหลังกลับไปรับตำแหน่งรมช.แรงงานในรัฐบาลพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ แล้วรัฐบาลก็ล้มคว่ำไป ทราบว่ากลับเข้ารับราชการในกระทรวงการต่างประเทศเหมือนเดิม

ทางวัดไทยแอล.เอ.ก็มีเจ้าคุณพระวิเชียรธรรมคุณาธาร เป็นหัวหน้าสงฆ์ปัจจุบันท่านก็เป็นพระราชาคณะชั้นราชที่ พระราชธรรมวิเทศ    สำหรับท่านเริ่มหรือพระมหาบุญเริ่ม กิตติญาโณ เมื่อดูในภาพที่ถ่ายหมู่กันแล้วยังดูเหมือน”สามเณร”อยู่เลย ปัจจุบันท่านได้รับสถาปนาเป็นพระครูชั้นพิเศษที่ พระครูสิริกิติญาณวิเทศ หน้าตาของท่านทุกวันนี้ไม่เหมือนสามเณรแล้วนะครับ

ในภาพเท่าที่ผมตรวจสอบดูมีผู้ถึงแก่กรรมไปแล้ว 8 คน (อาจจะมีมากกว่านี้ก็ได้นะครับ) บางคนย้ายไปอยู่เมืองอื่นและอีกหลายคนก็เดินทางกลับไปอยู่เมืองไทยอย่างถาวร

นอกจากนี้ในภาพบางคนเคยเป็นมิตรกันปัจจุบันศรศิลป์ไม่กินกันก็หลายราย,สมัยนั้นยังไม่มีเสื้อเหลืองไม่มีเสื้อแดง สมัยนี้หลายคนในภาพเป็นเสื้อแดงและหลายคนเป็นเสื้อเหลือง วิวัฒนาการไปตามยุคสมัย

ก่อนจากกันไปผมมีเรื่องที่จะแนะนำและเชิญชวนให้ท่านไปรับฟังในวันเสาร์ที่ 6 เมษายนนี้เวลา 13.30 น. เป็นต้นไป สถานกงสุลใหญ่ แอล.เอ. ร่วมกับสำนักงานคณะ กรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) โดยคุณสุวัฒน์ เทพอารักษ์ เลขาธิการสำนักงาน กปร. มาบรรยายพิเศษ เรื่อง “โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” งานนี้จัดขึ้นที่  ศาลาพระธรรมราชานุวัตร (หลวงเตี่ย) ชั้นล่าง วัดไทยลอสแองเจลิส

จากนั้นวันที่ 7 เมษายนสำนักงานกปร.ก็จะไปจัดนิทรรศการในงานไทยนิวเยียร์-สงกรานต์เฟสติวัลที่ไทยทาวน์ ฮอลลีวู้ดโดยอยู่ในซุ้มของสถานกงสุลใหญ่แอล.เอ. อย่าลืมแวะไปชมนะครับ

ผมเคยไปเยี่ยมสำนักงานกปร.มาแล้วตั้งอยู่ที่ถนนราชดำเนินหรือโรงเรียนนายร้อยจปร.(เดิม) เพื่อฟังบรรยายสรุป เป็นโครงการที่”ในหลวง”มีพระราชดำริขึ้นมากว่า 4 พันโครงการเป็นประโยชน์แก่ประชาชนคนไทยทั้งสิ้นครับ โดยเฉพาะเมืองไทยเป็นเมืองเกษตกรรม  หากทบทวนโครงการต่างๆแล้วผมขอยกให้เป็นวิธีคิดของ”รัฐบุรุษ”โดยแท้จริง

วิธีคิดของ”รัฐบุรุษ”คือการคิดถึงคนส่วนใหญ่มากกว่าตัวเอง เป็นการคิดถึงคนรุ่นต่อๆไปว่าพวกเขาจะมีชีวิตอยู่อย่างไร จะได้ไม่ลำบากเหมือนคนรุ่นก่อน

ผมขออัญเชิญพระราชดำรัสบางคำซึ่ง”ในหลวง”ตรัสที่สวนสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี จังหวัดเพชรบุรี เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2541 มีว่า”…ทฤษฎีใหม่….ยืดหยุ่นได้และต้องยืดหยุ่นเหมือนชีวิตของเราทุกคน ต้องมียืดหยุ่น…”

 

 

468x60 ad on post page

Leave a Reply